Archive for the 'เปิดมุมมองการลงทุน' Category

– ลงทุนกับการปลูกต้นไม้ –

กันยายน 2, 2009

..
หากการลงทุนเป็น สิ่งใหม่ สำหรับชีวิตของคุณ
ความกลัวที่จะขาดทุน  เป็นสิ่งที่ฉุดคุณเอาไว้
ระยะเวลายิ่งผ่านไปเนิ่นนานเท่าไร  คุณก็จะเหลือเวลาน้อยลงเท่านั้น
สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้ทำเป็นอันดับแรก
คือ
“ปลูกต้นไม้”
เพราะคุณจะไม่เสียเวลาเลย
ยิ่งนานไป  ต้นไม้ก็จะเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
และต้นไม้นั่นเอง คือ การลงทุนครั้งแรกในชีวิตนักลงทุนของคุณ
คุณจะปลูกไม้ผลก็ได้
คุณจะปลูกไม้เศรษฐกิจก็ได้
คุณจะปลูกไม้ล้มลุกก็ได้
ต้นไม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น
แม้ถ้าหากคุณไม่มั่นใจกับธุรกิจที่คนอื่นสร้างขึ้นมา
สิ่งที่คุณสามารถทำได้โดยเสี่ยงน้อยที่สุดคือ
ซื้อที่ดินเปล่า
แล้วก็ปลูกต้นไม้
หรือถ้าไม่ปลูก ก็เพียงแค่ปล่อยทิ้งให้มันเป็นป่ารกไปเลยก็ได้
สิ่งที่คุณจะได้คือ
ต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน
และมันก็จะมีมูลค่ามากขึ้น
มูลค่าของต้นไม้  เปรียบเหมือนเงินปันผล
ที่ดินที่คุณลงทุนไป ก็ยังเหลือมูลค่า
และปกติแล้วที่ดินมักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ถ้าแม้ว่ามูลค่าของที่ดินไม่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่คุณจะได้จากต้นไม้  ก็คือดอกผลลำต้นของมัน
ถ้าเลวร้ายที่สุด ราคาที่ดินตกต่ำไปกว่าราคาที่คุณซื้อมา
คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุน
เพราะ อย่างน้อยคุณก็มีที่ดินสำหรับให้คุณยืนอยู่บนโลกใบนี้
เป็นที่ๆ คุณมีอิสระที่จะทำอะไรกับมันก็ได้  ตราบใดที่ไม่ไปทำในสิ่งที่รบกวนคนอื่น
ปัญหาก็คือ
คุณไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อที่ดินใช่ไหม
ถ้าอย่างนั้น
คุณก็จงทำอย่างง่ายๆ
มีโอกาสเมื่อใด  ก็หว่านเมล็ดลงไปที่ดินที่เป็นแหล่งสาธารณะ
เช่น ข้างถนนหนทาง สวนป่าสาธารณะ แหล่งน้ำสาธารณะ ที่ดินสาธารณะ
หรือแม้กระทั่ง ที่ดินของใครสักคนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
ไม่ต้องกลัวว่ามันจะทำให้ต้นไม้ขึ้นระเกะระกะ รกครึ้ม
เพราะต้นไม้นั้น ตัดง่ายกว่าปลูก
ต้นไม้ 1 ต้น  ให้ประโยชน์มากมาย
ไม่ใช่แค่เพียงต่อเจ้าของผู้ที่ปลูกมันขึ้นมา
คนเดินถนนก็ได้อาศัยร่มเงา
สัตว์ต่างๆ สามารถใช้เป็นแหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย
โลกได้ออกซิเจน  ฯลฯ
เรียกได้ว่า
“ไม่มีขาดทุน”
เมื่อคุณได้เรียนรู้
การลงทุนในแบบที่ง่ายๆ
คุณค่อยขยับไปเป็นนักลงทุน
ที่ต้องใช้ความรู้ประสบการณ์ ในภายหลังก็ทำได้
การปลูกต้นไม้ จะสอนคุณอย่างหนึ่ง
คือ
ให้คุณรู้จักการ “รอ”
ถ้าคุณ “รอ” ได้นานพอ
คุณก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่านั้น
เพราะฉะนั้นแล้ว
พรุ่งนี้  ลองปลูกต้นไม้ดูสักต้นสองต้นนะครับ
ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลังเล
ทำไปเลย
สิ่งที่ต้องรอคอย คือ ผลของมันเท่านั้นครับ
..

– ทฤษฎีจับคนร้าย –

พฤษภาคม 22, 2009

..
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนร้าย จึง ถูกจับ
โดยเฉพาะ พวกที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ที่ทำเงินได้เยอะๆ
เพราะ เมื่อเขาได้เงินมาอย่างง่ายๆ
แม้จะเป็นเงินก้อนโต นับสิบล้านร้อยล้านก็ตาม
แต่เขาจะยังไม่รู้สึกพอ
ให้ไปทำงานอื่น ที่ได้เงินน้อยๆ ก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็นเสียแล้ว
ในเมื่อมีวิธีที่ลงทุนลงแรงน้อยกว่า แต่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ
พวกเขาก็จะหวนกลับไปทำซ้ำๆ ในสิ่งที่เคยทำ
หากคนร้าย สามารถทำเงินได้ก้อนโต แล้ว หยุด
พวกเขาจะไม่มีทางถูกจับได้เลย
เพราะไม่มีเหตุ ให้สาวไปถึงตัวได้อีก
แต่ส่วนใหญ่ คนร้ายไม่เคยทำได้เลย เพราะพฤติกรรมของพวกเขา
ทำให้จะต้องทำแบบเดิมซ้ำๆ สุดท้ายเลยถูกจับจนได้
หากตำรวจล่วงรู้ถึงทฤษฎีข้อนี้
ตำรวจจะจับผู้ร้ายได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
ทำยังไงเหรอครับ
ก็ปล่อยให้พวกเขา หาเงินได้สะดวกๆ
เพียงแต่เฝ้าสังเกตแบบเรื่อยเปื่อย เหมือนไม่สนใจ
คนร้ายเหล่านั้น ก็จะวางใจ แล้วก็ประมาทมากขึ้น
สุดท้ายก็จับได้ไม่ยากเลย
………………
แล้วจะประยุกต์มาใช้กับตลาดหุ้นได้อย่างไร
ก็เลียนแบบคนร้ายสิครับ ไม่เห็นยาก
คนร้าย ทำซ้ำๆ สุดท้ายก็ โดนจนได้
นักลงทุน ก็ทำซ้ำๆ ในวิธีการที่สามารถทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้าย ก็ประสบความสำเร็จ
ลองหาวิธีที่คุณสามารถทำได้แบบยาวนานนะครับ
วิธีลงทุนแบบไหน ทำได้นานที่สุด
นั่นแหละ วิธีการเลียนแบบ พฤติกรรมของคนร้าย
ระบบ FATS-Revolution ก็เป็นหนึ่งในวิธีเช่นนั้นครับ
ลองศึกษาดู
..

– เรียนรู้จากความผิดพลาด –

พฤษภาคม 21, 2009

..
เราได้ยินกันบ่อยครั้ง ว่า
ก่อนที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ เขาคนนั้นก็จะต้องผ่านความล้มเหลว มาอย่างโชกโชน
แต่ที่เราได้เรียนรู้โดยส่วนใหญ่ กลับเป็นความรู้ ในแบบที่เรียกว่า  “ทำอย่างไร จึงจะถูกต้อง”
ไม่ค่อยมีใครสอนว่า  “อะไรบ้างที่ทำแล้ว ผิดพลาด  และต้องหลีกเลี่ยง”
วันนี้จึงมานำเสนอวิธีการจัดการความผิดพลาด
ผมเรียกระบบนี้ว่า  “Mistake System Management  :  MSM”
วิธีการก็ไม่มีอะไรที่ยากไปกว่า  การ “บันทึก”
เมื่อคุณรู้ว่า  คุณกำลังทำอะไรอยู่
ก็บันทึกไว้เป็น  “ชื่อเรื่อง”
เช่น  “การลงทุน ในตลาดหุ้น”
จากนั้น  ก็เริ่มต้น บันทึกความผิดพลาดทุกชนิดที่ เคยมีคนอื่นพูดถึงเอาไว้
จำแนกออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถทำได้
สิ่งใดที่พอจะขุดหาความผิดพลาดออกมาได้  ก็จงทำขั้นตอนนี้เป็นอันดับแรก
หากทำเต็มที่แล้ว  ไม่สามารถหาข้อผิดพลาดได้อีกแล้ว  ก็เอาเท่านั้นก่อน
พยายามพลิกดูความผิดพลาดเหล่านั้น บ่อยๆ ซ้ำๆ  โดยเฉพาะอะไรที่ผิดพลาดแล้วทำให้เสียหายมาก
สิ่งนั้นต้องทบทวนให้มากที่สุด
และ เมื่อใดก็ตามที่คุณทำอะไรลงไปแล้ว เกิดความผิดพลาด นอกเหนือจากที่เคยมีบันทึกเอาไว้
ก็ให้คุณบันทึกความผิดพลาดนั้น  ลงไปเพิ่มจากที่มีอยู่เดิม
ต่อไป เราจะได้เห็น  หนังสือในแนวที่เรียกว่า
“ความผิดพลาด  ในการ ………….”
เช่น
“ความผิดพลาด  ในการลงทุนในตลาดหุ้น”
“ความผิดพลาด  ในกระบวนการผลิต ….”
“ความผิดพลาด  ในการปลูกข้าว”
“ความผิดพลาด  ในการลงทุนทำปศุสัตว์”
และสิ่งเหล่านี้นี่แหละ  จะช่วยลดความผิดพลาดของคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
เป็นการลดต้นทุน  ลดความสูญเสียจากความไม่รู้  ไปได้อย่างมากมาย
และคุณก็ควรนำระบบนี้   ไปใช้กับการก้าวสู่เส้นทางของนักลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยเช่นกันครับ
..

– ลงทุนอย่างมีความสุข –

ธันวาคม 25, 2008

ไม่มีประโยชน์
ถ้าการลงทุน ทำให้คุณกังวลจนนอนไม่หลับ
เพราะเป็นการลงทุนที่ทำให้คุณทุกข์ใจ จากการที่กลัวจะต้องสูญเสียเงินไป
ความจริงแล้ว สิ่งแรกที่ต้องคิดเกี่ยวกับการลงทุน หรือ ก่อนจะลงทุนด้วยซ้ำ
นั่นก็คือ
คุณได้ปล่อยให้เงินของคุณได้ทำประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง
มันจะไม่ทำให้คุณทุกข์ใจได้เลย
เพราะคุณรู้เสมอว่า เงินของคุณได้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าขึ้นมา
เงินของคุณกำลังออกไปทำประโยชน์กับคนอื่น
ค่าของเงิน มันเกิดขึ้นจาก (ประโยชน์) ที่มันมี
หาใช่มูลค่าที่ตราอยู่ในกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง
กว่าที่คุณจะได้เงินมา 100 บาท
คุณต้องเสียเหงื่อ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเท่าไหร่
งานที่มีประโยชน์นั้น  จึงแปลงรูปมาเป็นเงิน
คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะนำแรงงานที่ได้ทุ่มเทลงไป
และกลายมาเป็นผล คือ เงิน
นำมันออกไปใช้จ่าย ซื้อหาความสุขให้กับตัวเอง
ได้เงินมา 100 ก็ซื้อสิ่งต่างๆ ไปหมดทั้ง 100 บาท
แล้วก็ออกไปทำงานใหม่ เพื่อให้ได้เงินก้อนใหม่มาใช้จ่าย
แต่สำหรับนักลงทุน
เขาอาจจะใช้เพียง 80 บาท
ส่วนอีก 20 บาท  เขาจะไม่ใช้มัน
เขาเอาไปลงทุน   เอาไปสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นก่อน
แม้ว่าถ้าหากขาดทุนไปหมดทั้ง 20 บาท
เขาก็ยังมีความสุข ที่เงิน 20 บาทนั้นได้สร้างประโยชน์กับคนอื่นไปแล้ว
การได้ใช้เงินเพียง 80 บาท
ไม่ได้ทำให้ชีวิตของนักลงทุนลำบากขึ้นเลย
เพราะเงิน 80 บาทที่เขาใช้ไปนั้น ก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของเขาแล้ว
เงิน 20 บาท จึงเหลือไปให้กับการลงทุน
แต่โดยธรรมชาติของการสร้างประโยชน์เพื่อคนอื่น
มันจะไม่มีอะไรสูญหายไป
เงิน 20 บาท ที่ทำประโยชน์ไปแล้วนั้น
ก็มักจะได้ดอกได้ผลออกมาบ้างไม่มากก็น้อย
และโดยธรรมชาติอีกเช่นกัน
มันก็จะสร้างผลตอบแทน มากกว่าที่ลงทุนไปเสมอ
แล้ววันหนึ่งที่ ดอกผลของเงินลงทุนมากพอสำหรับการใช้ชีวิต
โดยไม่ต้องตื่นไปทำงานทุกๆ วัน
วันนั้นคุณก็เพียงแค่เก็บเกี่ยวประโยชน์จากแรงงานที่คุณได้ทุ่มเทไปตั้งแต่แรกเท่านั้น
นี่คือ การลงทุนอย่างมีความสุข ที่คุณเองก็ทำได้หากเข้าใจมันจริงๆ

– อย่าเชื่อคนอื่น –

ตุลาคม 19, 2008

..
พูดถึงเรื่องการลงทุนแล้ว
เรามักได้ยินเสมอๆ ว่า
เงินของเรา  เราเป็นผู้ตัดสินใจเอง
ได้กำไร ก็อยู่ที่เรา
ขาดทุน ก็อยู่ที่เรา
ให้เชื่อตัวเอง อย่าเชื่อคนอื่น
แต่ผมจะพูดในมุมที่แตกต่างออกไป
คือ อย่าเชื่อตัวเอง อย่าเชื่อคนอื่น
เพราะอะไร
เพราะถ้าเชื่อผู้อื่น แล้วเกิดผิดพลาดขาดทุนขึ้นมา
จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า  “ไม่น่าเชื่อคนนี้เลย”
ถ้าเชื่อตัวเอง แล้วขาดทุนยังจะดีกว่าเชื่อคนอื่น
แต่ความจริงแล้ว
คุณแค่รับฟังความคิดของคนอื่นมา
แล้วคุณนั่นแหละเป็นผู้ตัดสินใจเอง
ไม่ใช่เพราะคุณเชื่อเขาหรอกนะครับ
แต่เป็นเพราะคุณเชื่อตัวเองต่างหาก ว่าน่าจะเป็นอย่างที่เขาพูด
ความหมายก็คือ
ข้อมูลที่คุณได้มาจากคนโน้นคนนี้
สุดท้าย  คุณไม่ได้เชื่อคนอื่นหรอก
เพราะคุณเชื่อตัวเองต่างหาก
คุณจึงตัดสินใจออกไปแบบนั้น
เมื่อผลออกมาทำให้ขาดทุน
คุณก็จะโยนความผิดไปให้คนอื่น
แท้จริง มันเป็นการตัดสินใจของตัวเองทั้งนั้น
ผมจึงอยากแนะนำว่า
“อย่าเชื่อตัวเอง  และ อย่าเชื่อคนอื่น”
เพราะถึงเชื่อตัวเอง ก็อาจผิดพลาดได้พอๆ กับ เชื่อคนอื่นเหมือนกัน
แล้วจะให้เชื่อใครล่ะ ???
คำตอบก็คือ
เชื่อใน ธรรมชาติ
ยังไง ???
ธรรมชาติก็คือ
ยิ่งคุณ “โลภ” เท่าไหร่
คุณก็จะยิ่ง “สูญเสีย” เท่านั้น
ยิ่งคุณ “ให้” ออกไปเท่าไหร่
คุณก็จะยิ่ง “ได้” มากเท่านั้น
นี่แหละสิ่งที่ควรเชื่อ
เมื่อคุณเข้าใจหลักการข้อนี้แล้ว
การลงทุน
ก็คือ การให้นั่นเอง
เพราะถ้าคุณเก็บเงินไว้ในไห  ฝังดินเอาไว้
ไม่มีใครได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่คุณมี
สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรจาก เศษเหล็กเศษกระดาษที่ไร้ค่า
ถ้าคุณลงทุนหวังว่าจะได้เงินของคนอื่น
ก็ไม่ต่างจากการคิดหาทางเอาเปรียบเขา
เงินที่ลงทุนไป ก็ไม่ต่างจากการเล่นการพนัน
แต่ถ้าคุณลงทุน  หวังให้เงินของคุณได้สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น
นั่นแหละ ผลที่คุณจะได้รับ  มันมาจากตรงนี้
ธรรมชาติของเงิน มันเป็นแบบนี้
เมื่อใดก็ตาม
ที่คุณเข้าใจ เข้าถึงธรรมชาติข้อนี้แล้ว
อิสรภาพทางด้านการเงินก็เริ่มต้นกับคุณขึ้นเมื่อนั้นเช่นกัน
..

– ให้ เงิน ทำงานแทน –

กันยายน 7, 2008

..
หัวข้อบทความวันนี้ เปรียบไปแล้วก็เข้ากันได้กับคำว่า  “ลงทุน ลงแรง”
เพราะ
เมื่อเรา “ลงแรง”  ผลที่ได้คือ ค่าจ้าง หรือ ผลตอบแทน
การลงแรง  คือ การใช้ความสามารถของเรา ไปกับ (การทำงาน)
หากมองอย่างเข้าใจ ก็คือ  การใช้ศักยภาพที่มีอยู่
ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นนั่นเอง
บางคนลงแรง แล้วได้ค่าจ้าง เป็นเงินเดือน ๆ ละสองหมื่นสามหมื่นบาท ฯลฯ
บางคนลงแรง แล้วได้ค่าจ้าง เป็นรายวัน วันละ สามร้อย ห้าร้อย พัน สองพันบาท ฯลฯ
ค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน อยู่กับว่า เราทำประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน
แล้วการลงทุน ต่างจากลงแรงอย่างไร ???
ต่างกันตรงที่
แทนที่เราจะใช้ตัวเราเองทำงาน  แต่เรากลับใช้ให้ เงิน ทำงานแทน
เช่น
บางกรณีเราลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท
แล้วได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท (2% ต่อเดือน)
เปรียบไปแล้ว
ก็คล้ายกับว่า  เงิน 1 ล้านบาทนั้น
เป็นตัวแทนของเราที่จะออกไปทำงาน
และเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นเท่าๆ กับการที่เราทำงานที่ควรจะได้รับค่าจ้าง เดือนละ 20,000 บาท
เขาจึงจ่ายผลตอบแทนกลับมาให้เราเดือนละ 20,000 บาท
หากต้องการให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น
เราก็ต้องพยายามให้เงินทำงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น
จึงต้องเลือกกิจการที่จะเข้าไปร่วมลงทุนที่คุณคิดว่า
เงินของเราจะได้สร้างประโยชน์ต่อคนอื่นได้มากๆ
เมื่อเวลาผ่านไป
ผลตอบแทนที่คุณได้รับเข้ามา  จะเพิ่มขึ้น
หากนานพอ  ก็อาจเทียบเท่าได้ว่า คุณมีคนทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองคน สามคน … [...]

– เลือกหุ้นอย่างไรดี –

พฤษภาคม 31, 2008

..
การลงทุน เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้
ต้องดูแลเอาใจใส่
พอโตขึ้นมาหน่อย จะปล่อยทิ้งปล่อยขว้างมันก็ยังโตต่อไปได้
จึงไม่มีสูตรสำเร็จในการเลือกหุ้นตัวไหนดี
เพราะทุกตัวก็เสี่ยงในแบบของมัน
ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามดูแลอย่างดี
หากหุ้นตัวนี้กำลังไปได้ดี ก็อาจจะเพิ่มการลงทุน
หากหุ้นตัวนี้กำลังย่ำแย่ ก็อาจจะลดการลงทุนลงได้  ไม่มีอะไรตายตัว
แต่เพื่อให้การลงทุนแล้วได้ผลดี ได้ผลตอบแทนมากเพียงพอ
ต้องพิจารณาว่า
กิจการที่เราลงทุนไปนั้น
ช่วยให้ผู้คน มีชีวิตที่ดีขึ้นไหม
มีคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมากไหม
คือ
ถ้ามีคนได้ประโยชน์จำนวนมาก
กิจการนั้นก็จะได้รับผลตอบแทนมามากเป็นธรรมดา
หรือสิ่งที่เราลงทุนไปนั้น ทำลายคนอื่นไหม
หากทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของคนอื่น
ก็แสดงว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่น่าลงทุน
เราอย่ามองเพียงตัวเลขทางบัญชีที่เพิ่มขึ้นมา
เพราะบางอย่างที่เราลงทุนไปนั้น
ก่อให้เกิดผลร้ายต่อคนอื่นในจำนวนมาก
กิจการนี้ก็คงจะล้มหายตายจากไปไม่ช้าก็เร็ว
ยกตัวอย่าง
กิจการน้ำเมาทั้งหลาย
แม้ว่ามันจะสามารถทำเงินได้มหาศาล
ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ตเด็ดขาด
(ส่วนคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร ก็ตามแต่ใจของคุณ)
หรืออย่างตอนนี้ เรื่องหวยบนดิน
จะมีบางบริษัทที่ได้ประโยชน์จากโอกาสตรงนี้
แต่ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว
คนได้ประโยชน์น้อย
เพราะนอกจากไม่ได้แก้ปัญหา (เรื่องหวยใต้ดิน เรื่องนิสัยนักพนันของคนไทย)
กลับไปส่งเสริมปัญหาให้มากขึ้น
สิ่งใดที่เห็นว่าเป็นปัญหา  ต้องเริ่มต้นที่จะแก้ไข  อีกร้อยปีสำเร็จก็ยังมีวันเริ่ม
แต่การหมกปัญหาไว้  เปรียบเหมือนกับการกวาดบ้าน แล้วเห็นขยะหยากเหยื่อกองอยู่
ก็เอาไม้กวาด ปัดเข้าไปไว้ใต้เตียง
เมื่อไหร่ห้องจะสะอาด
อย่างในตัวอย่างนี้ ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้ามาในพอร์ต
(ถ้าเคยมีอยู่ก็จะเอาออกจากพอร์ตด้วยเช่นกัน แม้ว่าราคามันจะไปได้อีกไกลโข)
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ
คนที่ได้เงินเดือนสูงๆ
มักมาจากความสามารถที่เขาทำประโยชน์ต่อผู้คนได้มาก (หรือต่อองค์กรได้มาก)
ธุรกิจต่างๆ ก็เช่นกัน
ธุรกิจที่เติบโตสูง ก็มาจากประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับนั่นเอง
ยิ่งลูกค้าได้รับประโยชน์ฺมากเท่าใด  ผลตอบแทนสู่ผู้ลงทุนก็มากเท่่านั้น
นี่เป็นหลักธรรมชาติง่ายๆ
คุณจึงต้องเป็นผู้พิจารณากันเอาเองว่า
หุ้นตัวไหน เป็นหุ้นที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากๆ
เพราะสิ่งทึ่คุณมอง อาจจะตรงข้ามกับที่ผมมองก็ได้ครับ
..

– ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า ไม่ลงทุน –

พฤษภาคม 19, 2008

..
เช่นเดิมครับ
อยากตั้งหัวข้อว่า  “การลงทุนมีความเสี่ยง  แต่การไม่ลงทุนเสี่ยงยิ่งกว่า”
แต่มันจะยาวไป
ก็เลยกลายเป็น “ลงทุนเสี่ยงน้อยกว่าไม่ลงทุน”
………..
ลองคิดดูว่า นักลงทุน ปกติแล้วมีรายได้กี่ทาง
และคนที่ไม่มีการลงทุน มีรายได้กี่ทาง
คงไม่ซับซ้อนอะไรใช่ไหมครับ
คนทำงานประจำส่วนใหญ่ มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว
แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ มีรายได้หลายทาง
จากงานประจำบ้าง  จากธุรกิจส่วนตัวบ้าง จากการลงทุนในธุรกิจของคนอื่นบ้าง
เพียงเหตุผลข้อเดียวนี้ ก็น่าจะรู้ว่า
คนที่มีช่องทางการมาของรายได้ทางเดียว ย่อมเสี่ยงกว่าคนที่มีหลายช่องทาง
แต่เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ
คนลงทุน  มักจะมีเงินสำรองเสมอ
แต่คนที่ไม่ได้ลงทุน มักใช้เงินหมดทุกเดือน บางเดือนติดลบ
(ยกเว้นบางคนที่ออมเงินได้นะครับ)
อีกเหตุผลหนึ่ง สำหรับคนที่ออมเงินอย่างเดียว แต่ไม่ได้ลงทุน
นั่นก็คือ อัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อ มักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย
ยิ่งเวลาผ่านไป ค่าเงินที่มีอยู่ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
คนที่ลงทุน ยังมีโอกาสทำกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง
แต่คนที่ออมเงินอย่างเดียว จะมีแต่ขาดทุน  (จากอัตราเงินเฟ้อ)
จึงเรียกได้ว่า คนที่ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า คนที่ไม่ได้ลงทุน
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบง่ายๆ
มีคนสองคน ทำงานประจำเหมือนกัน เงินเดือนเท่าๆ กัน
มีรายจ่ายพอๆ กัน
คนแรก ไม่มีการลงทุนอะไรเลย
คนที่สอง  ได้ลงทุนซื้อต้นมะม่วงมาปลูก
เวลาผ่านไป คนที่สองได้ผลจากมะม่วงที่ปลูกไว้
จึงสามารถลดรายจ่ายจากค่าซื้อมะม่วงมากินไปได้มาก
ส่วนคนแรก  ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อมะม่วงมากิน
(เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆ)
ใครเสี่ยงกว่า
ระหว่างคนลงทุนกับคนไม่ได้มีการลงทุน
คงได้คำตอบแล้วนะครับ
และหากนักลงทุน มีวิธีรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ก็ยิ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงลงไปได้อีก
ลองศึกษาระบบ FATS-Revolution ดูนะครับ
อาจจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้บ้าง
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/
..

– ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน –

พฤษภาคม 15, 2008

ต่อเนื่องกันจากหัวข้อ “ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน”
มาสู่หัวข้อ “ไม่มีความรู้เรื่องลงทุน”
ความจริงอยากตั้งชื่อหัวข้อว่า “ยิ่งไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน ยิ่งต้องรีบลงทุน”
แต่มันจะยาวเกินไป
ก็เลยตั้งหัวข้อแบบนี้แหละครับ
…………………..
เพราะความรู้นั้น ได้จากการแสวงหาความรู้
โดยปกติแล้ว มีหนทางที่จะได้ความรู้หลักๆ อยู่ 2 วิธี
คือ
1. ศึกษาจากผู้อื่น
2. ศึกษาจากประสบการณ์ของตัวเอง
ธรรมชาติของคนเราคือ กลัว
กลัวความเสี่ยง กลัวขาดทุน กลัวเจ๊ง กลัวหมดตัว
ยิ่งกลัว ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะก้าวออกไป
เมื่อไม่ก้าวออกไปสู่หนทางของนักลงทุน
ก็เลยปิดโอกาสตัวเองที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน
สุดท้ายก็วนเวียนอยู่กับความไม่รู้เรื่องการลงทุนเหมือนเดิม
แต่ถ้าเริ่มที่จะก้าวไปสู่หนทางของนักลงทุน
สิ่งที่ทุกคนต้องทำ (โดยอัตโนมัติ) ก็คือ
เริ่มต้นศึกษาหาความรู้ (จากผู้อื่น) ที่ได้เขียนได้บันทึกได้บอกเล่าเรื่องราวออกมา
เริ่มต้นอ่านหนังสือ เริ่มต้นหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต หรือพบปะพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์
แต่นั่นยังไม่ใช่ความรู้ที่เพียงพอจะเอาตัวรอดได้
เพราะความรู้ที่จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดได้  ก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ
ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุน
ในกิจการงานทุกสาขาอาชีพ  คนที่ทำงานได้ ก็เพราะเขามีความรู้อยู่กับตัวเขาเอง
หมอท่องตำราได้หมด ก็ใช่ว่าจะผ่าตัดคนไข้ได้
แต่เป็นเพราะ หมอมีประสบการณ์ในการผ่าตัด จึงมีความรู้ด้านการผ่าตัดอยู่กับตัวเอง
วิศวกรก็เช่นกัน
ไม่ใช่ว่าเข้าใจเนื้อหาในตำราแล้วจะสามารถสร้างตึกระฟ้าได้ทันที
แต่ต้องเกิดจากประสบการณ์ที่เคยสร้างตึกสองสามชั้น ขยับไปเป็นห้าชั้นสิบชั้น
ขยับขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถสร้างตึกเป็นร้อยๆ ชั้นได้
นี่คือประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวของเขา
การลงทุนก็เป็นแบบนั้น
คุณอาจจะหาอ่านตำราจนจบหมด คุณอาจจะค้นอินเตอร์เน็ตจนไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้สนใจ
แต่นั่นก็เป็นความรู้ของคนอื่น ไม่ใช่ความรู้ของคุณเอง
ความรู้ที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณ ต้องเกิดจากประสบการณ์โดยตรง
และความรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคุณยังไม่เริ่มต้นลงทุน
ก็ต้องพูดซ้ำอีกทีว่า
เมื่อคุณเริ่มต้นลงทุน  สิ่งที่จะตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ
คุณจะเริ่มต้นเรียนรู้  ทั้งจากคนอื่น และ จากตัวเอง
และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว หรือความสำเร็จ
มันจะเป็นสิ่งที่สอนคุณเองว่า จะทำอย่างไร จะมีวิธีรับมือกับตลาดหุ้นได้อย่างไร
ยิ่งคุณเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ประสบการณ์ของคุณก็จะมากเท่านั้น
ยิ่งคุณเสียเวลาไปกับความกลัวที่จะเริ่มต้นเท่าไหร่ คุณก็จะขาดประสบการณ์ไปเท่านั้นเช่นกัน
วิธีการที่ผมจะแนะนำก็คือ
การเริ่มต้นแบบเล็กๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป
คุณอาจจะแบ่งเงินส่วนเล็กน้อยทยอยเข้ามาในตลาดหุ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยง
แม้จะเจ็บตัวก็ถือว่าเป็นประสบการณ์
ไม่ถึงขั้นหมดตัว
และก็อยากให้ลองศึกษาวิธีการของระบบ FATS-Revolution ดูครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/

– ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน–

เมษายน 27, 2008

เป็นเรื่องจริงที่ว่า การลงทุนนั้น  ต้องใช้ทุนจำนวนมาก
เพราะหากมีเงินทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้ ก็ย่อมจะน้อยเช่นกัน
ลองเปรียบเทียบนักลงทุนสองคน  ที่ลงทุนไปในหุ้นตัวเดียวกัน
คนแรก : ลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท
คนที่สอง : ลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาท
ถ้าหุ้นตัวนี้ดำเนินงานเกิดผลกำไร และจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 10%
คนแรก จะได้เงินปันผล 1,000 บาท
คนที่สอง จะได้เงินปันผล 1 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกันอย่างนี้
คนแรก ได้เงินปันผลเพียง 1,000 บาท  ก็ไม่พอจะซื้อข้าวของบางชิ้นด้วยซ้ำ
แต่ คนที่สอง สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผลเพียงอย่างเดียว (ไม่ต้องทำงานอื่นก็ได้)
หากมองในแง่ความคุ้มค่าของเงินและเวลาที่ลงทุนไป
จึงอาจมองได้ว่า คนแรก ใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า
ส่วนคนที่สอง ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากกว่า
แต่เราจะรู้หรือไม่ว่า
กว่าที่คนที่สอง จะมีเงินลงทุนถึง 10 ล้านบาทนั้น
เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงมาถึงจุดนั้นได้
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้ ผ่านการลงทุนมาจากรุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นได้
ซึ่งตอนนั้น คงจะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เช่นกัน
หรือ
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บหอมรอมริบมาในช่วงชีวิตของนักลงทุนคนนี้เอง
การที่มีเงินทุนน้อย
อาจจะดูหมดหวัง ในหนทางของการลงทุน (ในยุคทุนนิยมแบบนี้)
แต่ความจริงนั้น เราต้องมองออกไปในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
นั่นก็คือ
ยิ่งมีเงินทุนน้อยเท่าไหร่  ก็ยิ่งจะต้องรีบเร่ง ศึกษาหาทางลงทุนให้เร็วที่สุด
วงจรของคนที่มีเงินทุนน้อย มักจะอยู่ในรูปแบบนี้
คือ
ทำงาน –> รับเงินเดือน –> ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน
และก็วนซ้ำอยู่อย่างนี้
จึงแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรได้เลย
ปัญหาไม่ใช่เพราะมีรายได้น้อย
แต่ปัญหาอยู่ที่ การไม่มีวิธีการที่จะลงทุน
และปัญหาอยู่ที่ การมองว่าลงทุนด้วยเงินน้อยๆ นั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป
(สู้ทำงานรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ไม่ได้)
เมื่อมองไม่เห็นช่องทางที่จะลงทุน และ ไม่คิดจะลงทุน
ก็เป็นเหตุให้ไม่คิดจะอดออม
ใช้ชีวิตแบบ [...]

– การลงทุน กับ การทำบุญ –

เมษายน 17, 2008

การลงทุน คือ การวางแผนทางการเงินของวันนี้  เพื่อ ผลในอนาคต
การทำบุญ คือ การทำความดีในวันนี้ ก็เพื่อ ผลในอนาคต
(แต่การทำบุญที่ดีที่สุด ก็คือ การทำโดยไม่หวังผล)
และผลของบุญ เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เริ่มทำอีกด้วย
เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถวางใจในการลงทุน ได้เหมือนกับการทำบุญได้
เมื่อนั้นความสุขจากการลงทุนก็เกิดขึ้นแล้ว
เวลาเราทำบุญทำทาน เป็นช่วงที่เราได้ สละ
และการสละนั้น หากทำถูกต้อง จะไม่มีหวังผล ว่าจะได้กำไร หรือ ขาดทุน
เพราะการสละ คือ การให้ในสิ่งที่เรามีออกไป
หากใครทำบุญเท่านี้ แล้วหวังผลว่า ชาติหน้าจะได้มากกว่านี้  นั่นทำบุญไม่ถูกแล้ว
ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล  ได้ผล แต่ ได้ผลน้อย
วิธีวางใจในการลงทุน
หากคิดว่านี่เป็นการทำบุญ ก็คงจะยอมรับกันไม่ได้
แต่ลองคิดว่า นี่เป็นการให้คนได้ยืมเงินเราเอาไปหมุนเวียนลงทุนในกิจการของเขา
เมื่อเขามีผลกำไร เขาก็จะคืนเงินที่เราให้ยืมไปนั้น กลับคืนมา อาจจะได้ดอกเบี้ยปันผลมาด้วย
คือ เงินของเรา ยังไงเสีย มันก็เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเรา
มันก็ไม่ได้หายไปไหน จนกว่าเราจะได้นำมาใช้
เพียงแต่เขายังไม่คืนเท่านั้นเอง
ถึงอย่างไร สักวันมันก็จะกลับมาตอบแทนกลับคืนอยู่นั่นเอง
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมที่จะทำบุญกันบ้างนะครับ
และการทำบุญกับพ่อแม่ของเรานี่แหละ ประเสริฐที่สุด
ความสุขก็เกิดขึ้นทันทีที่ได้ทำ
(หากคุณไม่เชื่อ ก็ลองส่งเงินกลับบ้านดูสิครับ
คุณจะรู้สึกมีความสุขอย่างที่ผมบอกไหม)
หากว่าพอจะมีเงินเหลือเก็บพอจะลงทุน
จะไม่สามารถส่งเงินให้กับพ่อแม่ ก็คงจะไม่น่าจะใช่
แต่ก็ทำพอประมาณครับ
เพราะเราก็ยังต้องสำรองเงินสำหรับชีวิตตัวเองด้วย
ไม่อย่างนั้น ก็ทำให้ตัวเองเดือดร้อนอีก
แทนที่จะได้บุญ กลับจะได้บาป (คือทุกข์ใจ) แทนเสียอีก
ส่วนใครที่ได้ทำอยู่แล้ว ก็คงจะรับรู้ผลกับตัวเองอยู่แล้วนะครับ
มีใครพอจะยืนยันว่า การทำบุญกับพ่อแม่
แล้วทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองไม่ตกอับ
ก็ลองแชร์ให้เพื่อนๆ คนอื่นได้รับรู้ ใน comment ได้นะครับ

– หุ้น กับ เศรษฐกิจพอเพียง (มีเหตุผล) –

เมษายน 16, 2008

หลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ
1. มีเหตุผล
2. พอประมาณ
3. ภูมิคุ้มกัน
บางท่านกระโดดเข้าไปในหุ้นที่กำลังมีราคาสูงขึ้น และสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
เมื่อกลับไปดูค่า P/E (Price per Earning Ratio) ของหุ้นตัวนั้น
พบว่ามีค่าสูงถึง เกือบ 100  (หรือบางทีอาจจะมากกว่า)
ทั้งๆ ที่ หากได้ศึกษาสักนิดจะรู้ว่า หุ้นที่น่าลงทุนนั้น
ควรจะมีค่า P/E ต่ำๆ
ต่ำแค่ไหนดี ???
ผู้รู้หลายๆ ท่าน บอกว่า ถ้าต่ำกว่า 10 ก็น่าจะดี
แต่ถ้าไม่เกิน 20 ก็นับว่าใช้ได้
(ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย)
แต่หุ้นบางตัว P/E สูงขึ้นไปแตะหลักร้อย
แต่ก็มีคนจำนวนมากกระโจนเข้าไป
โดยลืมคิดไปว่า P/E ที่สูงขนาดนั้น
หากคิดผลตอบแทนเงินปันผล  อาจจะน้อยกว่าฝากธนาคารด้วยซ้ำไป
แต่ความเสี่ยงกลับสูงกว่าเงินฝากในธนาคารมากมายนัก
อย่างหุ้นตัวหนึ่ง ราคาประมาณ 1.50 บาท  ปันผล 0.04 บาท/หุ้น (หรือ 2.67%)
P/E = 1.50/0.04 = 37
เพียง P/E ระดับนี้ ก็ไม่น่าลงทุนแล้ว
ถึงแม้ว่าธุรกิจจะเติบโตขึ้นมากถึงสองเท่า  (ที่สามารถปันผลได้ถึง 0.08 บาท/หุ้น)
แต่หากราคาหุ้นสูงขึ้นไปสี่เท่า  (ประมาณ  6 บาท)
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = 1.33%
P/E [...]

– งานประจำกับการลงทุน –

เมษายน 12, 2008

นับเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำงานประจำ
ในการที่จะทำธุรกิจ หรือ ลงทุน
ปัญหาก็คือ จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลกิจการที่สร้างขึ้นมา
เรื่องความรู้ประสบการณ์ในธุรกิจก็สำคัญ
จึงจะเห็นว่า
ส่วนใหญ่คนทำงานประจำ จึงไม่ค่อยได้ลงทุนหรือทำธุรกิจกันเท่าไรนัก
อาจจะมีบางคนที่สามารถเก็บเงินได้บ้าง
แต่เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มักจะมีปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เงินที่มีเพิ่มพูนขึ้น
ผมจึงอยากเสนอให้ลองสนใจการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
เหตุผลก็คือ
คุณไม่ต้องสร้างธุรกิจขึ้นมาเอง เพราะมีคนบริหารงานให้อยู่แล้ว
คุณเพียงแต่ “ลงทุน” และคอยติดตามการดำเนินงาน ก็เพียงพอแล้ว
คุณใช้เวลาในการดูแล เพียงวันละครั้งตอนเย็นหลังเลิกงาน วันละชั่วโมงสองชั่วโมง
สัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน
เมื่อคุณถือหุ้นบริษัทไหน ก็เท่ากับว่าคุณมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของแล้ว
เช่น คุณลงทุนกับ ปตท.
ก็เท่ากับว่า คุณได้เป็นเจ้าของ ปตท.
และเมื่อคุณยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมัน
เมื่อคุณเติมน้ำมันที่ปั๊ม ปตท.  ก็เท่ากับว่าคุณซื้อน้ำมันกับร้านของคุณเอง
กำไรที่ได้ ก็จะกลับมาปันผลให้คุณส่วนหนึ่ง
ที่ผ่านมาคุณเติมน้ำมัน  เงินก็ไปเข้ากระเป๋าคนอื่น
แต่เมื่อคุณเป็นหุ้นส่วนแล้ว เงินส่วนหนึ่งก็กลับมาที่กระเป๋าของคุณ
คุณก็ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำวัน คุณใช้จ่ายกับสินค้าอะไรบ้าง
และสินค้าตัวไหน เปิดโอกาสให้คุณได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ
คุณก็เลือกถือหุ้นกับบริษัทเหล่านั้น
นี่เป็นวิธีการเลือกลงทุนอย่างง่ายๆ
หลังจากนั้น คุณก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นลูกค้ากับบริษัทของตัวเอง
เช่น จากที่เคย เติมน้ำมันกับทุกๆ ปั๊ม
ก็เปลี่ยนมาเติม กับ ปตท.
ถ้าผู้ถือหุ้นทุกๆ คนทำแบบนี้
โอกาสที่ ปตท. จะเจ๊ง ก็น้อยลง เพราะอย่างน้อยก็มีลูกค้าประจำอยู่
เมื่อเป็นแบบนี้ ปตท. ก็ย่อมจะเติบโตขึ้น
ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น  ความเสี่ยงในการลงทุนของคุณก็จะน้อยลง
นอกจาก ปตท. แล้ว ก็ยังมีอีกหลายๆ บริษัท
ที่คุณได้ใช้บริการอยู่แล้ว  (แต่ยังไม่เคยร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ)
เช่น 7-eleven  คุณซื้อสินค้า  แต่คนอื่นได้กำไร
ต่อมาคุณก็มาถือหุ้น 7-eleven เสีย
ทุกครั้งที่คุณซื้อของ คุณก็ยิ้มว่า กำไรส่วนหนึ่ง ก็กลับมาที่กระเป๋าเรา
ลองดูนะครับ [...]