เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ราคาหุ้นทั้งตลาดจะตกต่ำลงพร้อมๆ กันทั้งหมด
ไม้เว้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยม
เราก็ต้องเตรียมตัว เพื่อให้มีเงินสำรองกลับคืนมาอยู่ในมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เราต้องทยอยลดการลงทุนลงมา
แต่ถ้าเราได้เลือกลงทุนกับบริษัทที่ดี แม้เศรษกิจตกต่ำ ก็สามารถสร้างผลกำไรได้
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งหุ้นไปหมด
เราเพียงแค่ลดต้นทุนลงก็พอ
วิธีการลดต้นทุน
ทำได้โดยการ ขายหุ้นออกไปทันทีครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด
ส่วนที่เหลืออยู่ ก็วางแผนขายหุ้นในรูปแบบปิรามิดหงาย
เช่น
เดิมวางแผนซื้อหุ้น ลงมาแบบนี้
2.00 –> 1000
1.90 –> 2000
1.80 –> 3000
1.70 –> 4000
1.60 –> 5000
1.50 –> 6000
จะเห็นว่าได้ซื้อหุ้นมาแล้ว 21,000 หุ้น
ใช้เงินไปทั้งหมด 35,000 บาท
เมื่อเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจว่ากำลังจะตกต่ำ
คุณก็ขายออกไปทันที ครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ 10,500 หุ้น
(สมมุติว่าขายได้ที่ราคา 1.45) คุณจะได้เงินส่วนนี้กลับมา 15,225 บาท
หุ้นที่เหลืออยู่ ให้ล็อคขายแบบปิรามิดหัวกลับ แบบนี้
(คือ ครึ่งหนึ่งของที่ทยอยซื้อ)
ราคา -> จำนวนล็อคขาย
2.10 -> 3000
2.00 –> 2500
1.90 –> 2000
1.80 –> 1500
1.70 –> 1000
1.60 –> 500
(ในกรณีที่แย่ที่สุด เมื่อขายไปครึ่งหนึ่งแล้วหุ้นกลับดีดตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
คุณจะขายหุ้นไปหมด ที่ราคา 2.10 จะได้เงินทั้งหมด คือ
35,525 บาท
คือ อย่างน้อยก็ยังมีกำไร ไม่ทำให้ขาดทุน)
แต่ถ้าหุ้นยังลงต่อไปอีกคุณก็เพียงแค่ นำเงินที่ได้ขายหุ้นออกไปครึ่งหนึ่งแล้วนั้น
ทยอยซื้อคืน
โดยล็อคจำนวนซื้อคืน
แบบปิรามิดเหมือนเดิม แต่เป็นครึ่งหนึ่งของที่เคยได้ซื้อมาในตอนแรกดังนี้
ราคา -> จำนวนซื้อคืน
1.40 -> 500
1.30 [...]
Archive for the 'เทคนิค FATS-Revolution' Category
– เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ –
เมษายน 8, 2008– ถ้าหุ้นลงหนัก –
เมษายน 4, 2008เมื่อหุ้นลง และ ลง
1. ถ้าลงอย่างไม่มีเหตุผล ก็แสดงว่า ถูกเจ้าทุบหุ้นเพื่อเก็บเอาของ ก็ไม่ต้องตกใจครับ
เพราะเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา
ถึงแม้จะไม่ขึ้นมาเท่ากับราคาสูงสุดที่เคยซื้อ ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะมันยังอยู่ในแผน
2. ถ้าลงเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ
หุ้นในพอร์ตทุกตัว จะมีมูลค่าลดพร้อมกันหมด และลดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
แบบนี้ก็ให้เริ่มทยอยขายออกมา
(เดี๋ยวเรื่องการทยอยขายออกมา ผมจะเขียนในอีกหัวข้อหนึ่งต่างหาก)
3. แต่ถ้าลง เพราะธุรกิจกำลังจะไปไม่รอด (ดูจากข่าวสารที่ออกมาบ้าง ดูงบการเงินบ้าง ฯลฯ)
แบบนี้ต้องไม่ซื้อหุ้นเพิ่มแล้ว แต่จะต้องขายหุ้นออกให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนจะขายหุ้น จะต้องมองหาหุ้นตัวอื่นเอาไว้
คือ เราจะรู้ว่าหลังจากที่เราขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเงินสดจากหุ้นตัวนี้เท่าไหร่
(ซึ่งรวมทั้งเงินสำรองที่ยังไม่ได้นำมาใช้ด้วยนะครับ)
ในการที่จะเลือกหุ้นตัวใหม่นั้น สามารถเลือกหุ้นในช่วงราคาใกล้เคียงกันก็ได้
หรือจะเลือกหุ้นที่อยู่คนละระดับราคาก็ได้
แต่สำคัญอยู่ที่การกำหนดช่วงซื้อขาย และจำนวนที่จะซื้อขายใหม่
เช่น
เราซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ลงมาตามราคาแบบนี้
ราคา —> จำนวน
2.00 –> 1000
1.90 –> 2000
1.80 –> 3000
1.70 –> 4000
1.60 –> 5000
1.50 –> 6000
(รวมส่วนที่ซื้อไปแล้ว เป็นเงิน 35,000 )
จำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ คือ 21,000 หุ้น
หากคุณขายไปทั้งหมด ที่ราคา 1.45 บาท
ก็จะได้เงินส่วนนี้คืน 30,450 บาท
ส่วนที่เป็นเงินสำรองที่ยังไม่ใช้ 119,000
ดังนี้
1.40 –> 7000
1.30 –> 8000
1.20 –> 9000
1.10 –> 10000
1.00 [...]
– การวัดความเติบโตของการลงทุน –
เมษายน 1, 2008..
ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นแค่ไหน
มีหลากหลายวิธีในการวัดมูลค่า
โดยส่วนใหญ่ เรามักจะวัดมูลค่าของธุรกิจ
โดยการมาตีค่าตีราคาของสิ่งที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น
เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณซื้อที่ดินมา 1 ไร่ ไร่ละ 100,000 บาท
ณ ตอนนี้ที่ดินตรงนั้น มีคนมาเสนอราคาให้คุณไร่ละ 1,000,000 บาท
ซึ่งหากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณโตขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 1000 %
แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้น ไม่ค่อยน่าสนใจ อาจมีคนเสนอซื้อเพียงไร่ละ 50,000 บาท
หากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณกลับลดลงครึ่งหนึ่ง
ซึ่งระบบ FATS จะไม่วัดมูลค่าธุรกิจแบบนั้น
เพราะการวัดมูลค่าแบบนี้ เป็นแต่เพียงการ ประเมินราคา เท่านั้น
ยังไม่ใช่มูลค่าที่ขายได้จริง
เราจะไม่สนใจว่า ตอนนี้ราคาที่ (อาจ) จะขายได้ เป็นเท่าไหร่
(จนกว่าเราจะได้ขายออกไปแล้วจริงๆ)
เราจะสนใจว่า ตอนนี้เรามีที่ดิน เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ และมีเงินสดเท่าไหร่
ซึ่งหากมีที่ดินเพียง 1 ไร่ การวัดมูลค่าก็ไม่ยากนัก
เพียงแค่ดูว่าหลังจากที่คุณลงทุนซื้อในคราวแรก 100,000 บาท
เมื่อมีการซื้อๆ ขายๆ ตอนนี้คุณมีที่ดินมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 ไร่
แต่อันที่จริง สำหรับหลายๆ ท่าน การจะประเมินความเติบโตของธุรกิจ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เช่น
คุณแบ่งขายที่ไปครึ่งไร่ ได้เงินมา 60,000 [...]
มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ
มีนาคม 29, 2008..
FATS-Revolution
(Fusion Advance Trading System)
ลิงค์สำหรับไฟล์ประกอบนะครับ
http://www.keepandshare.com/doc/view.php?id=500087&da=y
ลงทุน เพื่ออะไร
บางทีคุณอาจคิดว่า การลงทุนก็เพื่อหวังผลกำไร
แต่สำหรับผม ผมคิดว่า การลงทุนนั้น
ก็เพื่อที่จะสร้างระบบที่จะดึงดูดรายได้เข้ามา
และแน่นอนว่า หากมันยังดึงดูดเงินเข้ามาเรื่อยๆ
เวลาผ่านไป รายได้ที่เข้ามานั้น ก็จะเท่ากับเงินที่ได้ลงทุนไปในคราวแรก
และหลังจากนั้น สิ่งที่ได้เข้ามาก็คือของฟรี
จะเรียกว่ากำไรก็ได้ครับ แต่ผมจะเรียกมันว่า “ของฟรี”
เราลงทุน เพื่อที่จะได้ของฟรี (นี่เป็นนิยามของการลงทุนแบบผม)
เราจะได้ของฟรี ได้อย่างไร
ขั้นแรก เราลงทุนด้วยเงินก้อนหนึ่ง ลงทุนกับอะไรก็แล้วแต่
ซึ่งสิ่งที่ลงทุนนั้น จะสามารถทำให้เงิน ไหลมาทีละเล็กทีละน้อย
สมมุติว่า คุณลงทุนด้วยเงิน 5 ล้านบาท กับแฟรนไชส์อย่าง 7-eleven
เงินที่คุณลงทุนไป มันได้หายไปต่อหน้าต่อตาคุณแล้ว
และคุณอาจจะไม่มีทางได้คืน 5 ล้านบาท เมื่อคุณเปลี่ยนใจไม่อยากมีร้านนั้นแล้ว
คุณอาจจะขายร้านนี้ต่อให้ใครสักคน หากคุณต้องการเงินคืนอย่างเร่งด่วน
โอกาสที่คุณจะขายได้มากกว่า 5 ล้านนั้น ค่อนข้างยาก
เพราะเงินจำนวนมากอย่างนั้นไม่ได้มีอยู่กับทุกคน
แต่จะง่ายกว่า หากคุณจะขายขาดทุนไปในราคาที่ต่ำกว่า 5 ล้าน
เช่น คุณขายได้เพียง 4 ล้านบาท คุณก็จะขาดทุนไปทันที 1 ล้านบาท
เมื่อลงทุนเปิดร้านไปแล้ว ก็อาศัยการซื้อสินค้าเข้ามาในร้าน แล้วก็ขายให้ลูกค้า
ส่วนต่างของราคาสินค้า คือ กำไร
และกำไรสุทธิที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนนั้น คือ รายได้
ร้านค้าอย่าง 7-eleven เหลือรายได้วันละเท่าไหร่
อาจจะวันละ 1,000 หรือระดับ หลายหมื่นต่อวัน
สมมุติว่า [...]