Archive for พฤษภาคม, 2008

– เลือกหุ้นอย่างไรดี –

พฤษภาคม 31, 2008

..
การลงทุน เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้
ต้องดูแลเอาใจใส่
พอโตขึ้นมาหน่อย จะปล่อยทิ้งปล่อยขว้างมันก็ยังโตต่อไปได้
จึงไม่มีสูตรสำเร็จในการเลือกหุ้นตัวไหนดี
เพราะทุกตัวก็เสี่ยงในแบบของมัน
ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามดูแลอย่างดี
หากหุ้นตัวนี้กำลังไปได้ดี ก็อาจจะเพิ่มการลงทุน
หากหุ้นตัวนี้กำลังย่ำแย่ ก็อาจจะลดการลงทุนลงได้  ไม่มีอะไรตายตัว
แต่เพื่อให้การลงทุนแล้วได้ผลดี ได้ผลตอบแทนมากเพียงพอ
ต้องพิจารณาว่า
กิจการที่เราลงทุนไปนั้น
ช่วยให้ผู้คน มีชีวิตที่ดีขึ้นไหม
มีคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมากไหม
คือ
ถ้ามีคนได้ประโยชน์จำนวนมาก
กิจการนั้นก็จะได้รับผลตอบแทนมามากเป็นธรรมดา
หรือสิ่งที่เราลงทุนไปนั้น ทำลายคนอื่นไหม
หากทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของคนอื่น
ก็แสดงว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่น่าลงทุน
เราอย่ามองเพียงตัวเลขทางบัญชีที่เพิ่มขึ้นมา
เพราะบางอย่างที่เราลงทุนไปนั้น
ก่อให้เกิดผลร้ายต่อคนอื่นในจำนวนมาก
กิจการนี้ก็คงจะล้มหายตายจากไปไม่ช้าก็เร็ว
ยกตัวอย่าง
กิจการน้ำเมาทั้งหลาย
แม้ว่ามันจะสามารถทำเงินได้มหาศาล
ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ตเด็ดขาด
(ส่วนคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร ก็ตามแต่ใจของคุณ)
หรืออย่างตอนนี้ เรื่องหวยบนดิน
จะมีบางบริษัทที่ได้ประโยชน์จากโอกาสตรงนี้
แต่ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว
คนได้ประโยชน์น้อย
เพราะนอกจากไม่ได้แก้ปัญหา (เรื่องหวยใต้ดิน เรื่องนิสัยนักพนันของคนไทย)
กลับไปส่งเสริมปัญหาให้มากขึ้น
สิ่งใดที่เห็นว่าเป็นปัญหา  ต้องเริ่มต้นที่จะแก้ไข  อีกร้อยปีสำเร็จก็ยังมีวันเริ่ม
แต่การหมกปัญหาไว้  เปรียบเหมือนกับการกวาดบ้าน แล้วเห็นขยะหยากเหยื่อกองอยู่
ก็เอาไม้กวาด ปัดเข้าไปไว้ใต้เตียง
เมื่อไหร่ห้องจะสะอาด
อย่างในตัวอย่างนี้ ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้ามาในพอร์ต
(ถ้าเคยมีอยู่ก็จะเอาออกจากพอร์ตด้วยเช่นกัน แม้ว่าราคามันจะไปได้อีกไกลโข)
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ
คนที่ได้เงินเดือนสูงๆ
มักมาจากความสามารถที่เขาทำประโยชน์ต่อผู้คนได้มาก (หรือต่อองค์กรได้มาก)
ธุรกิจต่างๆ ก็เช่นกัน
ธุรกิจที่เติบโตสูง ก็มาจากประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับนั่นเอง
ยิ่งลูกค้าได้รับประโยชน์ฺมากเท่าใด  ผลตอบแทนสู่ผู้ลงทุนก็มากเท่่านั้น
นี่เป็นหลักธรรมชาติง่ายๆ
คุณจึงต้องเป็นผู้พิจารณากันเอาเองว่า
หุ้นตัวไหน เป็นหุ้นที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากๆ
เพราะสิ่งทึ่คุณมอง อาจจะตรงข้ามกับที่ผมมองก็ได้ครับ
..

– ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า ไม่ลงทุน –

พฤษภาคม 19, 2008

..
เช่นเดิมครับ
อยากตั้งหัวข้อว่า  “การลงทุนมีความเสี่ยง  แต่การไม่ลงทุนเสี่ยงยิ่งกว่า”
แต่มันจะยาวไป
ก็เลยกลายเป็น “ลงทุนเสี่ยงน้อยกว่าไม่ลงทุน”
………..
ลองคิดดูว่า นักลงทุน ปกติแล้วมีรายได้กี่ทาง
และคนที่ไม่มีการลงทุน มีรายได้กี่ทาง
คงไม่ซับซ้อนอะไรใช่ไหมครับ
คนทำงานประจำส่วนใหญ่ มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว
แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ มีรายได้หลายทาง
จากงานประจำบ้าง  จากธุรกิจส่วนตัวบ้าง จากการลงทุนในธุรกิจของคนอื่นบ้าง
เพียงเหตุผลข้อเดียวนี้ ก็น่าจะรู้ว่า
คนที่มีช่องทางการมาของรายได้ทางเดียว ย่อมเสี่ยงกว่าคนที่มีหลายช่องทาง
แต่เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ
คนลงทุน  มักจะมีเงินสำรองเสมอ
แต่คนที่ไม่ได้ลงทุน มักใช้เงินหมดทุกเดือน บางเดือนติดลบ
(ยกเว้นบางคนที่ออมเงินได้นะครับ)
อีกเหตุผลหนึ่ง สำหรับคนที่ออมเงินอย่างเดียว แต่ไม่ได้ลงทุน
นั่นก็คือ อัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อ มักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย
ยิ่งเวลาผ่านไป ค่าเงินที่มีอยู่ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
คนที่ลงทุน ยังมีโอกาสทำกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง
แต่คนที่ออมเงินอย่างเดียว จะมีแต่ขาดทุน  (จากอัตราเงินเฟ้อ)
จึงเรียกได้ว่า คนที่ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า คนที่ไม่ได้ลงทุน
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบง่ายๆ
มีคนสองคน ทำงานประจำเหมือนกัน เงินเดือนเท่าๆ กัน
มีรายจ่ายพอๆ กัน
คนแรก ไม่มีการลงทุนอะไรเลย
คนที่สอง  ได้ลงทุนซื้อต้นมะม่วงมาปลูก
เวลาผ่านไป คนที่สองได้ผลจากมะม่วงที่ปลูกไว้
จึงสามารถลดรายจ่ายจากค่าซื้อมะม่วงมากินไปได้มาก
ส่วนคนแรก  ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อมะม่วงมากิน
(เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆ)
ใครเสี่ยงกว่า
ระหว่างคนลงทุนกับคนไม่ได้มีการลงทุน
คงได้คำตอบแล้วนะครับ
และหากนักลงทุน มีวิธีรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ก็ยิ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงลงไปได้อีก
ลองศึกษาระบบ FATS-Revolution ดูนะครับ
อาจจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้บ้าง
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/
..

– ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน –

พฤษภาคม 15, 2008

ต่อเนื่องกันจากหัวข้อ “ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน”
มาสู่หัวข้อ “ไม่มีความรู้เรื่องลงทุน”
ความจริงอยากตั้งชื่อหัวข้อว่า “ยิ่งไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน ยิ่งต้องรีบลงทุน”
แต่มันจะยาวเกินไป
ก็เลยตั้งหัวข้อแบบนี้แหละครับ
…………………..
เพราะความรู้นั้น ได้จากการแสวงหาความรู้
โดยปกติแล้ว มีหนทางที่จะได้ความรู้หลักๆ อยู่ 2 วิธี
คือ
1. ศึกษาจากผู้อื่น
2. ศึกษาจากประสบการณ์ของตัวเอง
ธรรมชาติของคนเราคือ กลัว
กลัวความเสี่ยง กลัวขาดทุน กลัวเจ๊ง กลัวหมดตัว
ยิ่งกลัว ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะก้าวออกไป
เมื่อไม่ก้าวออกไปสู่หนทางของนักลงทุน
ก็เลยปิดโอกาสตัวเองที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน
สุดท้ายก็วนเวียนอยู่กับความไม่รู้เรื่องการลงทุนเหมือนเดิม
แต่ถ้าเริ่มที่จะก้าวไปสู่หนทางของนักลงทุน
สิ่งที่ทุกคนต้องทำ (โดยอัตโนมัติ) ก็คือ
เริ่มต้นศึกษาหาความรู้ (จากผู้อื่น) ที่ได้เขียนได้บันทึกได้บอกเล่าเรื่องราวออกมา
เริ่มต้นอ่านหนังสือ เริ่มต้นหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต หรือพบปะพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์
แต่นั่นยังไม่ใช่ความรู้ที่เพียงพอจะเอาตัวรอดได้
เพราะความรู้ที่จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดได้  ก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ
ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุน
ในกิจการงานทุกสาขาอาชีพ  คนที่ทำงานได้ ก็เพราะเขามีความรู้อยู่กับตัวเขาเอง
หมอท่องตำราได้หมด ก็ใช่ว่าจะผ่าตัดคนไข้ได้
แต่เป็นเพราะ หมอมีประสบการณ์ในการผ่าตัด จึงมีความรู้ด้านการผ่าตัดอยู่กับตัวเอง
วิศวกรก็เช่นกัน
ไม่ใช่ว่าเข้าใจเนื้อหาในตำราแล้วจะสามารถสร้างตึกระฟ้าได้ทันที
แต่ต้องเกิดจากประสบการณ์ที่เคยสร้างตึกสองสามชั้น ขยับไปเป็นห้าชั้นสิบชั้น
ขยับขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถสร้างตึกเป็นร้อยๆ ชั้นได้
นี่คือประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวของเขา
การลงทุนก็เป็นแบบนั้น
คุณอาจจะหาอ่านตำราจนจบหมด คุณอาจจะค้นอินเตอร์เน็ตจนไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้สนใจ
แต่นั่นก็เป็นความรู้ของคนอื่น ไม่ใช่ความรู้ของคุณเอง
ความรู้ที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณ ต้องเกิดจากประสบการณ์โดยตรง
และความรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคุณยังไม่เริ่มต้นลงทุน
ก็ต้องพูดซ้ำอีกทีว่า
เมื่อคุณเริ่มต้นลงทุน  สิ่งที่จะตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ
คุณจะเริ่มต้นเรียนรู้  ทั้งจากคนอื่น และ จากตัวเอง
และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว หรือความสำเร็จ
มันจะเป็นสิ่งที่สอนคุณเองว่า จะทำอย่างไร จะมีวิธีรับมือกับตลาดหุ้นได้อย่างไร
ยิ่งคุณเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ประสบการณ์ของคุณก็จะมากเท่านั้น
ยิ่งคุณเสียเวลาไปกับความกลัวที่จะเริ่มต้นเท่าไหร่ คุณก็จะขาดประสบการณ์ไปเท่านั้นเช่นกัน
วิธีการที่ผมจะแนะนำก็คือ
การเริ่มต้นแบบเล็กๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป
คุณอาจจะแบ่งเงินส่วนเล็กน้อยทยอยเข้ามาในตลาดหุ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยง
แม้จะเจ็บตัวก็ถือว่าเป็นประสบการณ์
ไม่ถึงขั้นหมดตัว
และก็อยากให้ลองศึกษาวิธีการของระบบ FATS-Revolution ดูครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/