เป็นเรื่องจริงที่ว่า การลงทุนนั้น ต้องใช้ทุนจำนวนมาก
เพราะหากมีเงินทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้ ก็ย่อมจะน้อยเช่นกัน
ลองเปรียบเทียบนักลงทุนสองคน ที่ลงทุนไปในหุ้นตัวเดียวกัน
คนแรก : ลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท
คนที่สอง : ลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาท
ถ้าหุ้นตัวนี้ดำเนินงานเกิดผลกำไร และจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 10%
คนแรก จะได้เงินปันผล 1,000 บาท
คนที่สอง จะได้เงินปันผล 1 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกันอย่างนี้
คนแรก ได้เงินปันผลเพียง 1,000 บาท ก็ไม่พอจะซื้อข้าวของบางชิ้นด้วยซ้ำ
แต่ คนที่สอง สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผลเพียงอย่างเดียว (ไม่ต้องทำงานอื่นก็ได้)
หากมองในแง่ความคุ้มค่าของเงินและเวลาที่ลงทุนไป
จึงอาจมองได้ว่า คนแรก ใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า
ส่วนคนที่สอง ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากกว่า
แต่เราจะรู้หรือไม่ว่า
กว่าที่คนที่สอง จะมีเงินลงทุนถึง 10 ล้านบาทนั้น
เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงมาถึงจุดนั้นได้
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้ ผ่านการลงทุนมาจากรุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นได้
ซึ่งตอนนั้น คงจะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เช่นกัน
หรือ
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บหอมรอมริบมาในช่วงชีวิตของนักลงทุนคนนี้เอง
การที่มีเงินทุนน้อย
อาจจะดูหมดหวัง ในหนทางของการลงทุน (ในยุคทุนนิยมแบบนี้)
แต่ความจริงนั้น เราต้องมองออกไปในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
นั่นก็คือ
ยิ่งมีเงินทุนน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องรีบเร่ง ศึกษาหาทางลงทุนให้เร็วที่สุด
วงจรของคนที่มีเงินทุนน้อย มักจะอยู่ในรูปแบบนี้
คือ
ทำงาน –> รับเงินเดือน –> ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน
และก็วนซ้ำอยู่อย่างนี้
จึงแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรได้เลย
ปัญหาไม่ใช่เพราะมีรายได้น้อย
แต่ปัญหาอยู่ที่ การไม่มีวิธีการที่จะลงทุน
และปัญหาอยู่ที่ การมองว่าลงทุนด้วยเงินน้อยๆ นั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป
(สู้ทำงานรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ไม่ได้)
เมื่อมองไม่เห็นช่องทางที่จะลงทุน และ ไม่คิดจะลงทุน
ก็เป็นเหตุให้ไม่คิดจะอดออม
ใช้ชีวิตแบบ [...]