<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
		>
<channel>
	<title>ความเห็นบน: &#8211; การวัดความเติบโตของการลงทุน &#8211;</title>
	<atom:link href="http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/</link>
	<description>ลงทุนในหุ้น ด้วยระบบ FATS-Revolution</description>
	<lastBuildDate>Thu, 01 Oct 2009 09:55:36 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		<item>
		<title>โดย: มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ &#171; 503 blog</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-59</link>
		<dc:creator>มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ &#171; 503 blog</dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2009 09:55:36 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-59</guid>
		<description>[...] อ่านเรื่อง “การวัดความเติบโตของการลงทุน” ด้วยระบบ FATS-Revolution ที่นี่ครับ http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/ [...]</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>[...] อ่านเรื่อง “การวัดความเติบโตของการลงทุน” ด้วยระบบ FATS-Revolution ที่นี่ครับ <a href="http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/" rel="nofollow">http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/</a> [...]</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: leachmeechai</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-47</link>
		<dc:creator>leachmeechai</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Aug 2008 09:16:23 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-47</guid>
		<description>ขอบคุณครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: เอก</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-19</link>
		<dc:creator>เอก</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Apr 2008 04:12:49 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-19</guid>
		<description>ตอบคุณ Kay อีกครั้งนะครับ

ยกตัวอย่างให้ดู น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น

สมมุติตอนนี้หุ้นตัวหนึ่ง มีต้นทุนเฉลี่ย 3.00 บาท  มีหุ้นอยู่ 20,000 หุ้น
CSR = RAP*RQ = 3.00 * 20,000 = 60,000

ต่อมา ขายไป 1000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)
จำนวนหุ้นลดเหลือ 19,000 หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ  คือ 20,000 หุ้น)
การหา CSR  ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย
CSR = RAP*19,000 = 3*19,000 = 57,000

ต่อมา ขายไปอีก 4,000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)
จำนวนหุ้นลดเหลือ 15,000  หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ คือ 20,000 หุ้น)
การหา CSR ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย
CSR = RAP*15,000 = 3*15,000 = 45,000


ต่อมาซื้อหุ้นเข้ามา 10,000 หุ้น  (สมมุติว่าซื้อที่ราคา 2.50)
จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 หุ้น   (ซึ่งมากกว่า RQ เดิม  คือ 20,000 หุ้น)
ตอนนี้ RQ ใหม่ คือ 25,000 หุ้น
และต้องคำนวณ RAP ใหม่

วิธีคำนวณ RAP ใหม่  
ก่อนอื่น ต้องรู้ต้นทุนทั้งหมดของเราก่อน
คือ เอาต้นทุนเดิม บวก ต้นทุนใหม่
- ต้นทุนเดิม ก็คือ 60,000   (คือ 3*20000)
- ต้นทุนใหม่ ก็คือ 5,000 หุ้นที่เพิ่มขึ้นมา
   (ต้นทุนใหม่ = 5,000 * 2.50 = 12,500)
- รวมต้นทุน = 72,500
- เมื่อได้ต้นทุนรวม ก็หาค่าเฉลี่ยต้นทุนใหม่  คือ 72,500/25,000 = 2.90
  (ซึ่งจะกลายเป็น RAP ตัวใหม่)

ตอนนี้ RAP = 2.90, RQ = 25,000

ต่อไปถ้าซื้อหรือขาย  แล้ว มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า 25,000 หุ้น
ก็ใช้ RAP คือ 2.90 มาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือ  ก็จะได้ CSR

แต่ถ้าซื้อขายซื้อขาย แล้วหุ้นมีจำนวนมากกว่า 25,000 หุ้น
ก็ต้องคำนวณ RAP ใหม่อีกครั้งครับ

(อาจจะดูน่าเวียนหัว  แต่ถ้าเข้าใจวิธีการแล้วก็จะง่ายครับ
คือ การทำบัญชีที่ดี จดบันทึกการซื้อขายทุกรายการตามลำดับ 
เมื่อไหร่ที่จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นเดิมที่เคยมีอยู่ (RQ) ค่อยมาคำนวณ RAP ใหม่
ถ้าจำนวนหุ้นไม่เพิ่มกว่า RQ  ก็ใช้ RAP เดิมมาคำนวณต้นทุนหุ้นที่เหลืออยู่ได้เลย )</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตอบคุณ Kay อีกครั้งนะครับ</p>
<p>ยกตัวอย่างให้ดู น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น</p>
<p>สมมุติตอนนี้หุ้นตัวหนึ่ง มีต้นทุนเฉลี่ย 3.00 บาท  มีหุ้นอยู่ 20,000 หุ้น<br />
CSR = RAP*RQ = 3.00 * 20,000 = 60,000</p>
<p>ต่อมา ขายไป 1000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)<br />
จำนวนหุ้นลดเหลือ 19,000 หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ  คือ 20,000 หุ้น)<br />
การหา CSR  ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย<br />
CSR = RAP*19,000 = 3*19,000 = 57,000</p>
<p>ต่อมา ขายไปอีก 4,000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)<br />
จำนวนหุ้นลดเหลือ 15,000  หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ คือ 20,000 หุ้น)<br />
การหา CSR ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย<br />
CSR = RAP*15,000 = 3*15,000 = 45,000</p>
<p>ต่อมาซื้อหุ้นเข้ามา 10,000 หุ้น  (สมมุติว่าซื้อที่ราคา 2.50)<br />
จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 หุ้น   (ซึ่งมากกว่า RQ เดิม  คือ 20,000 หุ้น)<br />
ตอนนี้ RQ ใหม่ คือ 25,000 หุ้น<br />
และต้องคำนวณ RAP ใหม่</p>
<p>วิธีคำนวณ RAP ใหม่<br />
ก่อนอื่น ต้องรู้ต้นทุนทั้งหมดของเราก่อน<br />
คือ เอาต้นทุนเดิม บวก ต้นทุนใหม่<br />
- ต้นทุนเดิม ก็คือ 60,000   (คือ 3*20000)<br />
- ต้นทุนใหม่ ก็คือ 5,000 หุ้นที่เพิ่มขึ้นมา<br />
   (ต้นทุนใหม่ = 5,000 * 2.50 = 12,500)<br />
- รวมต้นทุน = 72,500<br />
- เมื่อได้ต้นทุนรวม ก็หาค่าเฉลี่ยต้นทุนใหม่  คือ 72,500/25,000 = 2.90<br />
  (ซึ่งจะกลายเป็น RAP ตัวใหม่)</p>
<p>ตอนนี้ RAP = 2.90, RQ = 25,000</p>
<p>ต่อไปถ้าซื้อหรือขาย  แล้ว มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า 25,000 หุ้น<br />
ก็ใช้ RAP คือ 2.90 มาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือ  ก็จะได้ CSR</p>
<p>แต่ถ้าซื้อขายซื้อขาย แล้วหุ้นมีจำนวนมากกว่า 25,000 หุ้น<br />
ก็ต้องคำนวณ RAP ใหม่อีกครั้งครับ</p>
<p>(อาจจะดูน่าเวียนหัว  แต่ถ้าเข้าใจวิธีการแล้วก็จะง่ายครับ<br />
คือ การทำบัญชีที่ดี จดบันทึกการซื้อขายทุกรายการตามลำดับ<br />
เมื่อไหร่ที่จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นเดิมที่เคยมีอยู่ (RQ) ค่อยมาคำนวณ RAP ใหม่<br />
ถ้าจำนวนหุ้นไม่เพิ่มกว่า RQ  ก็ใช้ RAP เดิมมาคำนวณต้นทุนหุ้นที่เหลืออยู่ได้เลย )</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: Kay</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-18</link>
		<dc:creator>Kay</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Apr 2008 03:24:09 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-18</guid>
		<description>มึนเลยค่า อิอิ
ปรกติไม่ค่อยเก่งเลขด้วย

เดี๋ยวจะลองไปทำดูนะคะ
ขอบคุณ คุณเอกอีกครั้งค่ะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>มึนเลยค่า อิอิ<br />
ปรกติไม่ค่อยเก่งเลขด้วย</p>
<p>เดี๋ยวจะลองไปทำดูนะคะ<br />
ขอบคุณ คุณเอกอีกครั้งค่ะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: เอก</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-15</link>
		<dc:creator>เอก</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Apr 2008 07:55:42 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-15</guid>
		<description>ตอบคุณ Kay นะครับ

.....................................................................
แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย
จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ
.....................................................................

- ถ้าตามหลักการแล้ว ก็ยังไม่ถูกต้องครับ

แต่ผมเข้าใจว่า ที่ต้องทำแบบนี้เพราะได้ผ่านการซื้อขายซื้อขาย มานานแล้ว
จึงไม่สามารถย้อนกลับไปทำบัญชีใหม่ได้

ผมจึงแนะนำว่า  ให้ใช้ราคาเฉลี่ยตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในการคิดค่า GI
คือ ได้ผลลัพธ์เท่าไหร่ก็ตาม  (จะลบ หรือ บวก / จะลบมาก หรือ บวกมหาศาล) ก็ไม่เป็นไร
ให้ใช้จุดนี้เป็นจุดอ้างอิง

คือ อนุโลมใช้เท่าที่เราจะมีข้อมูลอยู่

แต่หลังจากนั้น
ต้องมีการบันทึกข้อมูลใหม่ เพื่อจะได้นำค่า GI มาดูว่า มีความเติบโตขึ้นกว่าจุดอ้างอิงนี้ไหม


สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ
ราคาเฉลี่ยปัจจุบัน (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Average Price : RAP)
  กับ 
จำนวนหุ้นที่มีอยู่  (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Quantity : RQ)

เมื่อซื้อขายซื้อขาย แล้วจำนวนหุ้น [น้อยกว่าหรือเท่ากับ] RQ
ก็สามารถนำ RAP มาคำนวณได้ทันที  (เอา RAP คูณกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่ได้เลย)

แต่ถ้าทำบัญชีไปแล้ว
เมื่อไหร่ก็ตาม ที่จำนวนหุ้น เพิ่มมากขึ้นกว่า RQ
ตอนนี้จะต้องคำนวณหา RAP ใหม่อีกครั้ง

วิธีคำนวณ  ก็ ตามวิธีการที่ได้เขียนไว้นะครับ
คือ
เอา RAP * RQ  &gt;&gt;&gt;  ก็คือ ต้นทุนเดิมที่ลงทุนไปแล้วก่อนหน้านั้น

แล้วบวกกับ (จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมา * ราคาสุดท้ายที่ซื้อ) &gt;&gt;&gt; ก็คือต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา
รวมได้เท่าไหร่ ก็ นำมาหารด้วย จำนวนทั้งหมดที่มีอยู่  ก็จะได้ RAP ใหม่
(ซึ่ง RQ ใหม่  ก็คือ จำนวนหุ้นทั้งหมด  .... คือ ที่เพิ่มขึ้นมานั่นแหละครับ)


คือ ถ้าทำตามแบบนี้  ค่า GI ก็น่าจะเพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับ GI ก่อนหน้า
มันจะเป็นระบบเดียวกันครับ

เช่น  ครั้งสุดท้าย คำนวณด้วยราคาเฉลี่ยที่มีอยู่  อาจจะได้ค่า GI = -10%
พอทำไปทำมา ด้วยวิธีการที่ผมแนะนำ แล้วได้ GI = -9%

นี่ก็แสดงว่า  มีการเติบโตขึ้นมา =1%

(แต่ถ้าไม่มีการปรับบันทึกข้อมูลใหม่ตามที่ผมแนะนำมา
ทั้งๆ ที่มีการซื้อขายได้กำไร ต้นทุนก็ต่ำลง
แต่ค่า GI อาจจะลดลงจาก -10%  ไปเป็น -11% ก็เป็นได้ครับ)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตอบคุณ Kay นะครับ</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย<br />
จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>- ถ้าตามหลักการแล้ว ก็ยังไม่ถูกต้องครับ</p>
<p>แต่ผมเข้าใจว่า ที่ต้องทำแบบนี้เพราะได้ผ่านการซื้อขายซื้อขาย มานานแล้ว<br />
จึงไม่สามารถย้อนกลับไปทำบัญชีใหม่ได้</p>
<p>ผมจึงแนะนำว่า  ให้ใช้ราคาเฉลี่ยตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในการคิดค่า GI<br />
คือ ได้ผลลัพธ์เท่าไหร่ก็ตาม  (จะลบ หรือ บวก / จะลบมาก หรือ บวกมหาศาล) ก็ไม่เป็นไร<br />
ให้ใช้จุดนี้เป็นจุดอ้างอิง</p>
<p>คือ อนุโลมใช้เท่าที่เราจะมีข้อมูลอยู่</p>
<p>แต่หลังจากนั้น<br />
ต้องมีการบันทึกข้อมูลใหม่ เพื่อจะได้นำค่า GI มาดูว่า มีความเติบโตขึ้นกว่าจุดอ้างอิงนี้ไหม</p>
<p>สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ<br />
ราคาเฉลี่ยปัจจุบัน (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Average Price : RAP)<br />
  กับ<br />
จำนวนหุ้นที่มีอยู่  (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Quantity : RQ)</p>
<p>เมื่อซื้อขายซื้อขาย แล้วจำนวนหุ้น [น้อยกว่าหรือเท่ากับ] RQ<br />
ก็สามารถนำ RAP มาคำนวณได้ทันที  (เอา RAP คูณกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่ได้เลย)</p>
<p>แต่ถ้าทำบัญชีไปแล้ว<br />
เมื่อไหร่ก็ตาม ที่จำนวนหุ้น เพิ่มมากขึ้นกว่า RQ<br />
ตอนนี้จะต้องคำนวณหา RAP ใหม่อีกครั้ง</p>
<p>วิธีคำนวณ  ก็ ตามวิธีการที่ได้เขียนไว้นะครับ<br />
คือ<br />
เอา RAP * RQ  &gt;&gt;&gt;  ก็คือ ต้นทุนเดิมที่ลงทุนไปแล้วก่อนหน้านั้น</p>
<p>แล้วบวกกับ (จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมา * ราคาสุดท้ายที่ซื้อ) &gt;&gt;&gt; ก็คือต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา<br />
รวมได้เท่าไหร่ ก็ นำมาหารด้วย จำนวนทั้งหมดที่มีอยู่  ก็จะได้ RAP ใหม่<br />
(ซึ่ง RQ ใหม่  ก็คือ จำนวนหุ้นทั้งหมด  &#8230;. คือ ที่เพิ่มขึ้นมานั่นแหละครับ)</p>
<p>คือ ถ้าทำตามแบบนี้  ค่า GI ก็น่าจะเพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับ GI ก่อนหน้า<br />
มันจะเป็นระบบเดียวกันครับ</p>
<p>เช่น  ครั้งสุดท้าย คำนวณด้วยราคาเฉลี่ยที่มีอยู่  อาจจะได้ค่า GI = -10%<br />
พอทำไปทำมา ด้วยวิธีการที่ผมแนะนำ แล้วได้ GI = -9%</p>
<p>นี่ก็แสดงว่า  มีการเติบโตขึ้นมา =1%</p>
<p>(แต่ถ้าไม่มีการปรับบันทึกข้อมูลใหม่ตามที่ผมแนะนำมา<br />
ทั้งๆ ที่มีการซื้อขายได้กำไร ต้นทุนก็ต่ำลง<br />
แต่ค่า GI อาจจะลดลงจาก -10%  ไปเป็น -11% ก็เป็นได้ครับ)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: Kay</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-14</link>
		<dc:creator>Kay</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Apr 2008 11:21:41 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-14</guid>
		<description>สวัสดีค่ะ คุณเอก  ขอบคุณที่ตอบอย่างละเอียดเลยค่ะ
สูตรที่ใช้ก็ใช้สูตรที่คุณเอกโพสต์เนี่ยแหละค่ะ แต่ดูๆ ไปมันไม่ค่อยจะถูก
เพราะเอาราคาปัจจุบันมาคิด  
(คือไม่ได้ซื้อขายหุ้นแบบFAT rev นะคะ ) 

ถ้าจะให้ถูกก็ต้องใช้แบบที่คุณเอกว่า คือเอาราคาเริ่มต้นมาคุณ

แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย 
จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ

ขอบคุณค่ะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ คุณเอก  ขอบคุณที่ตอบอย่างละเอียดเลยค่ะ<br />
สูตรที่ใช้ก็ใช้สูตรที่คุณเอกโพสต์เนี่ยแหละค่ะ แต่ดูๆ ไปมันไม่ค่อยจะถูก<br />
เพราะเอาราคาปัจจุบันมาคิด<br />
(คือไม่ได้ซื้อขายหุ้นแบบFAT rev นะคะ ) </p>
<p>ถ้าจะให้ถูกก็ต้องใช้แบบที่คุณเอกว่า คือเอาราคาเริ่มต้นมาคุณ</p>
<p>แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย<br />
จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ</p>
<p>ขอบคุณค่ะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: เอก</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-13</link>
		<dc:creator>เอก</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Apr 2008 04:26:41 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-13</guid>
		<description>ตอบคุณ Kay ครับ

ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า “ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง”
ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ

- ใช่ครับ  (แต่ราคาเฉลี่ยนี้จะไม่ใช่ CSR ที่จะนำมาคิดการเติบโตนะครับ)
คือถ้าเข้าใจหลักการนี้จริงๆ ก็จะรู้ว่า
ที่เราทำแบบนี้ (ซื้อๆ ขายๆ)  เป็นการลดต้นทุนไปเรื่อยๆ จนต้นทุนเป็น 0
ส่วนที่เหลือ ก็เป็นของฟรี

แต่การวัดความเติบโตนั้น  เราดูจาก เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ตอนนี้)
เทียบกับ เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ในตอนที่เราลงทุนด้วยเงินของเราลงไป)

ซึ่งหุ้นที่มีอยู่  เราจะคำนวณหาต้นทุนจริงๆ ของมัน
คือ ตอนที่เราลงทุนไป  ต้นทุนราคาอยู่ที่เท่าไหร่
ตอนนี้เหลือหุ้นเท่าไหร่ ก็เอาไปคูณกับ ราคาตอนที่ลงทุนไปแล้วนั่นเอง



ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว
(พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)

- ถ้าจำนวนหุ้นเท่าเดิม  CSR จะเท่าเดิมครับ
เพราะเราจะคิดจาก ต้นทุน (ตั้งแต่ตอนซื้อครับ)
เช่น  ซื้อมา 20000 หุ้น ที่ราคา 10 บาท  (CSR ตอนนั้น = 200000)

ต่อมา ซื้อๆ ขายๆ  แล้วเหลือหุ้นอยู่ 20000 หุ้นเท่าเดิม  แต่ราคาไปอยู่ที่ 20 บาท
(CSR ก็เท่ากับ 200000   คือ เอาจำนวนหุ้นที่มีอยู่ คูณด้วย ราคาซื้อเริ่มแรก)
จะเห็นว่า CSR เท่าเดิม
แต่เงินสดที่ได้จากการซื้อๆ ขายๆ จะเพิ่มขึ้น
ตรงนั้นจะเป็นตัวไปทำให้ค่า GI เพิ่มขึ้นครับ


คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ ผิดใช่มั้ยคะ
เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้
ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย 

- การคิดความเติบโตแบบนี้ (ของระบบ FATS) จะไม่นำราคาตลาดมาคิด
เพราะยังไม่ได้ขายจริง (CP ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นจริง)
ถ้าขายจริงตามราคาที่สูงแบบนั้น จะได้เงินสดกลับมามากกว่าตอนลงทุน
CP ก็จะเพิ่มขึ้นครับ  (เพิ่มขึ้น เพราะ Cash เพิ่มขึ้น)

(แต่ที่คุณ Kay ใช้อยู่ คือ ดูราคาตลาด
เป็นการดูมูลค่าพอร์ต ณ ตอนนี้ ว่าได้กำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ แค่นั้นครับ
ซึ่งคนอื่นๆ ก็ทำแบบนั้น)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตอบคุณ Kay ครับ</p>
<p>ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า “ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง”<br />
ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ</p>
<p>- ใช่ครับ  (แต่ราคาเฉลี่ยนี้จะไม่ใช่ CSR ที่จะนำมาคิดการเติบโตนะครับ)<br />
คือถ้าเข้าใจหลักการนี้จริงๆ ก็จะรู้ว่า<br />
ที่เราทำแบบนี้ (ซื้อๆ ขายๆ)  เป็นการลดต้นทุนไปเรื่อยๆ จนต้นทุนเป็น 0<br />
ส่วนที่เหลือ ก็เป็นของฟรี</p>
<p>แต่การวัดความเติบโตนั้น  เราดูจาก เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ตอนนี้)<br />
เทียบกับ เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ในตอนที่เราลงทุนด้วยเงินของเราลงไป)</p>
<p>ซึ่งหุ้นที่มีอยู่  เราจะคำนวณหาต้นทุนจริงๆ ของมัน<br />
คือ ตอนที่เราลงทุนไป  ต้นทุนราคาอยู่ที่เท่าไหร่<br />
ตอนนี้เหลือหุ้นเท่าไหร่ ก็เอาไปคูณกับ ราคาตอนที่ลงทุนไปแล้วนั่นเอง</p>
<p>ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว<br />
(พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)</p>
<p>- ถ้าจำนวนหุ้นเท่าเดิม  CSR จะเท่าเดิมครับ<br />
เพราะเราจะคิดจาก ต้นทุน (ตั้งแต่ตอนซื้อครับ)<br />
เช่น  ซื้อมา 20000 หุ้น ที่ราคา 10 บาท  (CSR ตอนนั้น = 200000)</p>
<p>ต่อมา ซื้อๆ ขายๆ  แล้วเหลือหุ้นอยู่ 20000 หุ้นเท่าเดิม  แต่ราคาไปอยู่ที่ 20 บาท<br />
(CSR ก็เท่ากับ 200000   คือ เอาจำนวนหุ้นที่มีอยู่ คูณด้วย ราคาซื้อเริ่มแรก)<br />
จะเห็นว่า CSR เท่าเดิม<br />
แต่เงินสดที่ได้จากการซื้อๆ ขายๆ จะเพิ่มขึ้น<br />
ตรงนั้นจะเป็นตัวไปทำให้ค่า GI เพิ่มขึ้นครับ</p>
<p>คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ ผิดใช่มั้ยคะ<br />
เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้<br />
ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย </p>
<p>- การคิดความเติบโตแบบนี้ (ของระบบ FATS) จะไม่นำราคาตลาดมาคิด<br />
เพราะยังไม่ได้ขายจริง (CP ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นจริง)<br />
ถ้าขายจริงตามราคาที่สูงแบบนั้น จะได้เงินสดกลับมามากกว่าตอนลงทุน<br />
CP ก็จะเพิ่มขึ้นครับ  (เพิ่มขึ้น เพราะ Cash เพิ่มขึ้น)</p>
<p>(แต่ที่คุณ Kay ใช้อยู่ คือ ดูราคาตลาด<br />
เป็นการดูมูลค่าพอร์ต ณ ตอนนี้ ว่าได้กำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ แค่นั้นครับ<br />
ซึ่งคนอื่นๆ ก็ทำแบบนั้น)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: Kay</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-12</link>
		<dc:creator>Kay</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2008 21:24:42 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-12</guid>
		<description>ถามหน่อยค่ะว่า

ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า &quot;ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง&quot; 
ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ

ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว
(พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)


คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ  ผิดใช่มั้ยคะ
เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้
ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย 

ขอบคุณค่ะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ถามหน่อยค่ะว่า</p>
<p>ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า &#8220;ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง&#8221;<br />
ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ</p>
<p>ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว<br />
(พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)</p>
<p>คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ  ผิดใช่มั้ยคะ<br />
เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้<br />
ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย </p>
<p>ขอบคุณค่ะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: เอก</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-5</link>
		<dc:creator>เอก</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2008 11:25:12 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-5</guid>
		<description>ตอบคุณมือใหม่หัดขับนะครับ

การเลือกหุ้นนั้น ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนั้นหรอกนะครับ
แต่โดยหลักการแล้ว
ควรจะเลือกหุ้นที่มีประวัติการบริหารงานดี มีปันผล มีความเติบโตสม่ำเสมอ ฯลฯ

ซึ่งจะพิจารณาจากข้อมูลงบการเงินย้อนหลังประกอบ
(เรื่องการอ่านงบการเงิน ผมก็ไม่สันทัดอีกเหมือนกัน คุณต้องศึกษาเพิ่มเอาเองนะครับ)

พวกค่า P/E, P/BV ฯลฯ อันนี้ก็ต้องดูประกอบด้วยครับ
เพราะเราจะรู้ว่าอัตราปันผลที่ได้จะมากพอสำหรับเงินลงทุนของเราหรือเปล่า

แต่ที่ผมให้ความสำคัญก็คือ
1. หุ้นตัวนั้น มีการบริหารงานพอใช้ได้ มีปันผลสม่ำเสมอ  
    และอัตราปันผลควรจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากครับ 
   นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นานๆ เป็นไปได้สูง
    เราลงทุน ก็หวังเงินปันผลจากผลประกอบการของบริษัทครับ

2. หุ้นตัวนั้น มีการขึ้นลงของราคาตลอด  นั่นก็หมายความว่า มีคนสนใจในหุ้นตัวนั้น
    และการขึ้นลงของราคานั่นเอง จึงจะสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ตามระบบนี้
    หากหุ้นนิ่ง ไม่มีการขยับเลย  ก็คงรอรับปันผลแต่เพียงอย่างเดียวครับ

3. ราคา
    เนื่องจากระบบนี้ มีการสะสมจำนวนหุ้นแบบปิรามิด  
   ซึ่งหากราคาตกลงไปมากๆ ก็ทำให้ต้องสำรองเงินซื้อหุ้นมากตามไปด้วย
   ดังนั้น  ต้องพิจารณาด้วยว่า เงินของเราเพียงพอต่อการซื้อหุ้นในราคาเท่าไหร่
   อันนี้ต้องใช้ excel ทดลองกรอกช่วงราคา  กรอกจำนวนล็อคซื้อ
   ซึ่งจะรู้ได้ว่าเงินเรามีพอสำรองซื้อหุ้นตัวนั้นหรือไม่

สรุปแล้วอันนี้ต้องศึกษาดูหุ้นแต่ละตัวครับ

แต่ถ้าจะให้ดี  คงจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ
เช่น แนวโน้มของธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเติบโต
(ซึ่งไม่มีใครรู้ในอนาคตได้ใช่ไหมครับ)


อีกวิธีการหนึ่งคือ
ลองดูใน SET50 ครับ ว่ามีตัวไหนบ้าง
เพราะนั่นเค้าได้คัดเลือกหุ้นคุณภาพใช้ได้มาให้แล้ว
ก็จะลดภาระเราลงไปได้มาก

และเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ก็ควรจะมีหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัวครับ
(เป็นสิบๆ ตัว ได้  ก็ยิ่งดี)

แบ่งเงินสำหรับหุ้นแต่ละตัวเท่าๆ กัน

โอกาสที่หุ้นทุกตัวจะลงพร้อมๆ กันหมด ก็คงไม่ง่ายนัก
แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง

ถึงตอนนั้นจะต้องเตรียมตัวถอยครับ
ซึ่งวิธีเตรียมตัวถอย ผมจะทยอยเขียนลงทีหลังนะครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตอบคุณมือใหม่หัดขับนะครับ</p>
<p>การเลือกหุ้นนั้น ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนั้นหรอกนะครับ<br />
แต่โดยหลักการแล้ว<br />
ควรจะเลือกหุ้นที่มีประวัติการบริหารงานดี มีปันผล มีความเติบโตสม่ำเสมอ ฯลฯ</p>
<p>ซึ่งจะพิจารณาจากข้อมูลงบการเงินย้อนหลังประกอบ<br />
(เรื่องการอ่านงบการเงิน ผมก็ไม่สันทัดอีกเหมือนกัน คุณต้องศึกษาเพิ่มเอาเองนะครับ)</p>
<p>พวกค่า P/E, P/BV ฯลฯ อันนี้ก็ต้องดูประกอบด้วยครับ<br />
เพราะเราจะรู้ว่าอัตราปันผลที่ได้จะมากพอสำหรับเงินลงทุนของเราหรือเปล่า</p>
<p>แต่ที่ผมให้ความสำคัญก็คือ<br />
1. หุ้นตัวนั้น มีการบริหารงานพอใช้ได้ มีปันผลสม่ำเสมอ<br />
    และอัตราปันผลควรจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากครับ<br />
   นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นานๆ เป็นไปได้สูง<br />
    เราลงทุน ก็หวังเงินปันผลจากผลประกอบการของบริษัทครับ</p>
<p>2. หุ้นตัวนั้น มีการขึ้นลงของราคาตลอด  นั่นก็หมายความว่า มีคนสนใจในหุ้นตัวนั้น<br />
    และการขึ้นลงของราคานั่นเอง จึงจะสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ตามระบบนี้<br />
    หากหุ้นนิ่ง ไม่มีการขยับเลย  ก็คงรอรับปันผลแต่เพียงอย่างเดียวครับ</p>
<p>3. ราคา<br />
    เนื่องจากระบบนี้ มีการสะสมจำนวนหุ้นแบบปิรามิด<br />
   ซึ่งหากราคาตกลงไปมากๆ ก็ทำให้ต้องสำรองเงินซื้อหุ้นมากตามไปด้วย<br />
   ดังนั้น  ต้องพิจารณาด้วยว่า เงินของเราเพียงพอต่อการซื้อหุ้นในราคาเท่าไหร่<br />
   อันนี้ต้องใช้ excel ทดลองกรอกช่วงราคา  กรอกจำนวนล็อคซื้อ<br />
   ซึ่งจะรู้ได้ว่าเงินเรามีพอสำรองซื้อหุ้นตัวนั้นหรือไม่</p>
<p>สรุปแล้วอันนี้ต้องศึกษาดูหุ้นแต่ละตัวครับ</p>
<p>แต่ถ้าจะให้ดี  คงจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ<br />
เช่น แนวโน้มของธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเติบโต<br />
(ซึ่งไม่มีใครรู้ในอนาคตได้ใช่ไหมครับ)</p>
<p>อีกวิธีการหนึ่งคือ<br />
ลองดูใน SET50 ครับ ว่ามีตัวไหนบ้าง<br />
เพราะนั่นเค้าได้คัดเลือกหุ้นคุณภาพใช้ได้มาให้แล้ว<br />
ก็จะลดภาระเราลงไปได้มาก</p>
<p>และเพื่อป้องกันความเสี่ยง<br />
ก็ควรจะมีหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัวครับ<br />
(เป็นสิบๆ ตัว ได้  ก็ยิ่งดี)</p>
<p>แบ่งเงินสำหรับหุ้นแต่ละตัวเท่าๆ กัน</p>
<p>โอกาสที่หุ้นทุกตัวจะลงพร้อมๆ กันหมด ก็คงไม่ง่ายนัก<br />
แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง</p>
<p>ถึงตอนนั้นจะต้องเตรียมตัวถอยครับ<br />
ซึ่งวิธีเตรียมตัวถอย ผมจะทยอยเขียนลงทีหลังนะครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: เอก</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-4</link>
		<dc:creator>เอก</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2008 10:52:53 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-4</guid>
		<description>ตอบคุณ kate นะครับ

ในคำถามที่ว่า

&quot;ตลาดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ&quot;

แก้ไขที่ได้ตอบไปก่อนหน้านี้นะครับ
คือ ถ้าเปิดบัญชีแบบเงินสด  คุณต้องเตรียมเงินเพื่อชำระค่าซื้อหุ้นในวันที่สาม
และเงินจะเข้าบัญชีคุณในวันที่สาม หลังจากขายหุ้นแล้วเช่นกัน

บัญชีเงินสด จึงไม่มีปัญหา ว่าคุณจะถือหุ้นยาวนานแค่ไหนก็ได้ครับ

แต่ถ้าเป็นระบบ Credit Balance และบัญชี Margin
ส่วนนี้เป็นการกู้เงินกับโบรกเกอร์ มาจ่ายค่าซื้อหุ้น
ซึ่งหากคุณมีเงินสดไม่พอ ก็จะเป็นการที่คุณกู้เงิน มาซื้อหุ้น 
(ซึ่งโบรกเกอร์เป็นคนกำหนดวงเงินให้คุณ)
และวงเงินที่ให้กู้  เขาก็จะพิจารณาจากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่
แต่ทั้งนี้  หากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมี มีมูลค่าต่ำกว่า Maintenance Margin
เขาก็จะบังคับให้คุณขายหุ้นออกไป

ดังนั้นจึงคิดว่าระบบนี้น่าจะเหมาะกับการซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดมากกว่านะครับ

.......................................

ส่วนอีกคำถามหนึ่ง
&quot;แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ&quot;

อันนี้เดี๋ยวผมเอาไปเขียนเป็นอีกหัวข้อนึงในตอนหลังนะครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตอบคุณ kate นะครับ</p>
<p>ในคำถามที่ว่า</p>
<p>&#8220;ตลาดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ&#8221;</p>
<p>แก้ไขที่ได้ตอบไปก่อนหน้านี้นะครับ<br />
คือ ถ้าเปิดบัญชีแบบเงินสด  คุณต้องเตรียมเงินเพื่อชำระค่าซื้อหุ้นในวันที่สาม<br />
และเงินจะเข้าบัญชีคุณในวันที่สาม หลังจากขายหุ้นแล้วเช่นกัน</p>
<p>บัญชีเงินสด จึงไม่มีปัญหา ว่าคุณจะถือหุ้นยาวนานแค่ไหนก็ได้ครับ</p>
<p>แต่ถ้าเป็นระบบ Credit Balance และบัญชี Margin<br />
ส่วนนี้เป็นการกู้เงินกับโบรกเกอร์ มาจ่ายค่าซื้อหุ้น<br />
ซึ่งหากคุณมีเงินสดไม่พอ ก็จะเป็นการที่คุณกู้เงิน มาซื้อหุ้น<br />
(ซึ่งโบรกเกอร์เป็นคนกำหนดวงเงินให้คุณ)<br />
และวงเงินที่ให้กู้  เขาก็จะพิจารณาจากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่<br />
แต่ทั้งนี้  หากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมี มีมูลค่าต่ำกว่า Maintenance Margin<br />
เขาก็จะบังคับให้คุณขายหุ้นออกไป</p>
<p>ดังนั้นจึงคิดว่าระบบนี้น่าจะเหมาะกับการซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดมากกว่านะครับ</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ส่วนอีกคำถามหนึ่ง<br />
&#8220;แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ&#8221;</p>
<p>อันนี้เดี๋ยวผมเอาไปเขียนเป็นอีกหัวข้อนึงในตอนหลังนะครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: มือใหม่หัดขับ</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-3</link>
		<dc:creator>มือใหม่หัดขับ</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2008 07:02:40 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-3</guid>
		<description>ขอบคุณครับ
เป็นมือใหม่หัดขับครับ
อยากทราบวิธีเลือกซื้อหุ้นครับพอจะสอนได้ไหมครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณครับ<br />
เป็นมือใหม่หัดขับครับ<br />
อยากทราบวิธีเลือกซื้อหุ้นครับพอจะสอนได้ไหมครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>โดย: kate</title>
		<link>http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/#comment-2</link>
		<dc:creator>kate</dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Apr 2008 17:32:04 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://fatsrevolution.wordpress.com/?p=4#comment-2</guid>
		<description>งง...นิดหน่อย แต่เข้าใจง่ายดีค่ะ เมื่อก่อนไม่เข้าใจเลยว่าเล่นยังไงให้ได้กำไร ก็ในเมือซื้อมาเท่านี้ถ้าหุ้นขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าหุ้นตก ยังไงก็เจ้ง  ไม่ทราบมาก่อนเลย ว่าเขามีวิธีการแบบค่อย ๆ ซื้อ ค่อย ๆ ขายแบบมีขัั้นตอน เป็นความคิดที่ดีค่ะ ได้อ่านบทความ&quot;มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ&quot;แล้ว ยิ่งเข้าใจมากขึ้นค่ะ

   แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ
แล้วที่ทราบมาเขาว่า ตลอดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ 

       รอบทความต่อไปอยู่ค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>งง&#8230;นิดหน่อย แต่เข้าใจง่ายดีค่ะ เมื่อก่อนไม่เข้าใจเลยว่าเล่นยังไงให้ได้กำไร ก็ในเมือซื้อมาเท่านี้ถ้าหุ้นขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าหุ้นตก ยังไงก็เจ้ง  ไม่ทราบมาก่อนเลย ว่าเขามีวิธีการแบบค่อย ๆ ซื้อ ค่อย ๆ ขายแบบมีขัั้นตอน เป็นความคิดที่ดีค่ะ ได้อ่านบทความ&#8221;มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ&#8221;แล้ว ยิ่งเข้าใจมากขึ้นค่ะ</p>
<p>   แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ<br />
แล้วที่ทราบมาเขาว่า ตลอดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ </p>
<p>       รอบทความต่อไปอยู่ค่ะ<br />
ขอบคุณมากนะคะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
