– การวัดความเติบโตของการลงทุน –

..

ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นแค่ไหน
มีหลากหลายวิธีในการวัดมูลค่า

โดยส่วนใหญ่ เรามักจะวัดมูลค่าของธุรกิจ
โดยการมาตีค่าตีราคาของสิ่งที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น
เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณซื้อที่ดินมา 1 ไร่  ไร่ละ 100,000 บาท
ณ ตอนนี้ที่ดินตรงนั้น มีคนมาเสนอราคาให้คุณไร่ละ 1,000,000 บาท
ซึ่งหากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณโตขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 1000 %

แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้น ไม่ค่อยน่าสนใจ อาจมีคนเสนอซื้อเพียงไร่ละ 50,000 บาท
หากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณกลับลดลงครึ่งหนึ่ง

ซึ่งระบบ FATS จะไม่วัดมูลค่าธุรกิจแบบนั้น
เพราะการวัดมูลค่าแบบนี้  เป็นแต่เพียงการ ประเมินราคา เท่านั้น
ยังไม่ใช่มูลค่าที่ขายได้จริง
เราจะไม่สนใจว่า ตอนนี้ราคาที่ (อาจ) จะขายได้  เป็นเท่าไหร่
(จนกว่าเราจะได้ขายออกไปแล้วจริงๆ)
เราจะสนใจว่า ตอนนี้เรามีที่ดิน เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ และมีเงินสดเท่าไหร่

ซึ่งหากมีที่ดินเพียง 1 ไร่  การวัดมูลค่าก็ไม่ยากนัก
เพียงแค่ดูว่าหลังจากที่คุณลงทุนซื้อในคราวแรก 100,000 บาท
เมื่อมีการซื้อๆ ขายๆ  ตอนนี้คุณมีที่ดินมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 ไร่

แต่อันที่จริง สำหรับหลายๆ ท่าน การจะประเมินความเติบโตของธุรกิจ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เช่น
คุณแบ่งขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 60,000 บาท  เหลือที่ดินครึ่งไร่
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ธุรกิจที่คุณลงทุนไปนั้น เติบโตขึ้นหรือลดลง

เป็นที่มาของวิธีการวัดมูลค่าสินทรัพย์ ของระบบ FATS

วิธีการคิดของระบบ FATS  เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า 
ดัชนีวัดความเจริญเติบโต  หรือ
Growth Index (GI)

ยกตัวอย่างเรื่องที่ดิน
ที่ดิน 1 ไร่  หากคุณขายที่ไปครึ่งไร่ ได้เงินมา 60,000 บาท
ยังเหลืออยู่อีก ครึ่งไร่

วิธีการคิดค่า GI คือ
นำเงินสดที่มีอยู่ รวมกับ ต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่
แล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุนตอนเริ่มต้น
แล้วนำมาคำนวณดูว่าเติบโตขึ้นหรือหดตัวลงกี่เปอร์เซ็นต์

ในที่นี้ เงินสดที่มีอยู่ = 60,000 บาท
ที่ดินเหลือ 0.5 ไร่  (ต้นทุนตอนซื้อมา ไร่ละ 100,000 บาท) 
แสดงว่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ = 50,000 บาท
รวมแล้ว = 110,000 บาท
จะเห็นว่า GI เติบโตขึ้น 10%

ทีนี้จะลองยกตัวอย่าง กรณีที่ ขายที่ดินได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนเดิม
เช่น
คุณขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 40,000 บาท
ต้นทุนของที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ ก็ยังเท่าเดิม คือ 50,000 บาท
ผลรวม = 90,000 บาท
ดังนั้นจะเห็นว่า กิจการของคุณหดตัวลงไป 10%

ซึ่งการวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยวิธีการแบบนี้
ไม่สนใจว่า ราคาที่ (อาจ) จะขายได้ในตอนนี้เป็นเท่าใด
เพราะมันยังไม่ได้ขายจริง
(ถ้าเป็นหุ้น ก็คือ ไม่สนใจมูลค่าพอร์ต หรือ ราคาหุ้น ณ ตอนนี้ ว่าเป็นเท่าไหร่นั่นเอง)

เช่น มีคนมาขอซื้อที่ดิน 1 ไร่นี้ ในราคา 1 ล้านบาท
แต่คุณยังไม่ขาย  และเงินสดในมือคุณคือ 0.00 บาท
หากคิดค่า GI  ก็จะพบว่า
ต้นทุนของส่วนที่เหลืออยู่ ก็คือ
ที่ดินที่เหลืออยู่ 1 ไร่นั้น  คูณกับ ต้นทุนที่ซื้อมา  (คือ 100,000 บาท)
นั่นหมายความว่า
ผลรวมของเงินสด กับ ต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ มีค่าเท่ากับ 100,000 บาท เท่าเดิม
ซึ่งก็คือ  ความเติบโต ก็เป็น 0%
(ทั้งๆ ที่น่าจะคิดว่า มูลค่าของสินทรัพย์ ควรจะเป็น 1 ล้านบาท หรือ 1000%)
แต่ถ้าคิดแบบ GI จะได้ค่าความเติบโต เป็น 0%

แต่ทันทีที่คุณตัดสินใจขายไปที่ไร่ละ 1 ล้านบาท และได้เงินสด 1 ล้านบาทกลับมา
หากนำมาคิดค่า GI
คุณก็จะมีเงินสด 1 ล้าน 
รวมกับ มูลค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ (ซึ่งเป็น 0 ไร่ คูณด้วย 100,000 = 0)
ผลรวม = 1,000,000 บาท
หรือหากคิดเป็นค่า GI  ก็จะพบว่า โตขึ้นเป็น 1000%

การวัดมูลค่าของหุ้นที่คุณลงทุนไป
จะมีความซับซ้อนกว่า ที่ดิน 1 ไร่ที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว
เพราะ
1. หุ้นมีหลายตัว
2. คุณอาจจะซื้อหุ้นที่หลายราคา  ในแต่ละครั้งก็ซื้อจำนวนไม่เท่ากัน
3. คุณอาจจะทำการซื้อขายบ่อยครั้ง ในราคาที่ไม่เท่ากัน และจำนวนต่างกันไป
4. คุณอาจจะดึงเงินส่วนหนึ่งกลับคืนมาใช้จ่าย

แต่การวัดมูลค่า ด้วย Growth Index (GI)  สามารถทำได้ไม่ยากนัก
คือ คุณจะต้องรู้ตัวเลข สามสี่ตัวต่อไปนี้
1. ต้นทุนทั้งหมดที่คุณเติมเข้ามา   (Total Capital ; TC)  
    ก็คือ  เงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณทยอยนำเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนั่นแหละครับ
    คุณจะต้องจดไว้ทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเข้ามาลงทุน 
    รวมทั้งรายจ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น (ถ้าทำได้) เช่น 
    ค่าธรรมเนียมที่โอนเงินจากธนาคาร เข้าบัญชีโบรกเกอร์ ,
    ค่าจ้างพนักงาน , ค่าไฟ , ค่าเน็ต ฯลฯ
    (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตอนเทรดหุ้นนะครับ
    เพราะส่วนนั้นจะแสดงผลเป็นเงินสดในบัญชีซื้อขายอยู่แล้ว)
    คุณควักกระเป๋าออกมาทั้งหมดเท่าไหร่   คิดว่าส่วนนี้คุณน่าจะรู้ได้ไม่ยาก

2. เงินที่คุณถอนกลับคืนออกไปใช้แล้ว (Withdrawn ; W)
    ไม่ว่าคุณจะถอนออกไปแล้วกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไหร่  คุณต้องบันทึกไว้ทั้งหมด
    ตัวเลขตรงนี้คุณก็น่าจะรู้ได้ไม่ยาก

3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด
    อันนี้ไม่ยาก  ดูจาก Buying Limit ในบัญชีของโบรกเกอร์ได้เลย (หากเป็นบัญชีเงินสด)
    หรือในบัญชีที่คุณทำขึ้นมาเอง

4. ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ (Capital of Stock Remain ; CSR)
    ตรงนี้จะซับซ้อนหน่อย เพราะหุ้นมีหลายตัว และ ซื้อขายบ่อย หลายราคา
    วิธีการคือ  แยกคิดเป็นหุ้นแต่ละตัว   แต่ละตัว ต้องหาต้นทุนเฉลี่ยของมันออกมา
    แล้วเอาต้นทุนเฉลี่ยล่าสุด คูณด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 
    จะเป็นต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ของหุ้นตัวนั้นๆ
    แล้วเอาต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ของหุ้นทุกตัวรวมกัน 
    ก็จะเป็น CSR รวมของทั้งพอร์ต


    การหาต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกต้อง 
    เริ่มจาก  ครั้งแรกที่คุณเข้าซื้อหุ้นมา  คุณต้องบันทึกราคาซื้อนั้นไว้
    ตราบใดที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม  ราคาเฉลี่ยก็คือ ราคาครั้งแรกที่คุณซื้อมา
    เช่น  คุณซื้อหุ้นมา 100,000 หุ้น  ราคา หุ้นละ 1 บาท 
    รวมค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.15%  กับ vat อีก 7% ของค่าธรรมเนียม
    รวมแล้วคุณต้องจ่ายเงินซื้อมา 100,160.50 บาท
    นั่นก็คือ ต้นทุนเฉลี่ย = 1.0016050 บาท

    เมื่อคุณซื้อขาย ซื้อขาย ซื้อขาย   ซื้อๆ  ขายๆ  ซื้อๆ  ขายๆ
    แล้วจำนวนหุ้นน้อยลงกว่า 100,000 หุ้น (ที่ซื้อมาตอนแรก) 
    ก็สามารถ  นำจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่  คูณกับราคาต้นทุนเฉลี่ยได้เลย
    ซึ่งจะได้ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ได้ทันที

    แต่ถ้ามีอยู่ครั้งใดครั้งหนึ่ง คุณซื้อหุ้นตัวนี้แล้วจำนวนเพิ่มมากกว่าจำนวนสูงสุดที่เคยมี
    ก็ให้เอาจำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้น คูณกับราคาซื้อล่าสุด
    จะเป็นเงินจำนวนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
    เอาจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ รวมกับต้นทุนซื้อเดิม จะเป็นต้นทุนล่าสุด  แล้วคิดค่าเฉลี่ยล่าสุดไว้

    เช่น 
    (ตัวอย่างนี้จะไม่คิดค่าคอมฯ นะครับ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ)
    คุณซื้อ 100000 หุ้น  ที่ราคา 1 บาท 
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาท
    คุณขายไป 20000 หุ้น  เหลือ 80000 ;   
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณขายไป 30000 หุ้น  เหลือ 50000 ;   
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณซื้อมา  60000 หุ้น ที่ราคา 0.95  หุ้นเพิ่มเป็น 110000 ; 
          จำนวนสูงสุด = 110000 ;  
          ส่วนที่ซื้อเพิ่ม = 10000  ;  เงินที่ซื้อเพิ่ม = 9500 บาท ;  
          เงินลงทุนรวม = 100000+9500=109500 บาท ; 
          ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 109500/110000 = 0.995455
   

    หลังจากนั้น  ถ้าคุณขายหุ้นออกไป เหลือหุ้นเท่าไหร่ 
    ก็คำนวณหาต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่
    โดยเอามาคูณกับราคาเฉลี่ยล่าสุดได้เลยทันที  
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ ของหุ้นตัวนี้

    หากมีหุ้นหลายตัวก็ทำแบบเดียวกัน 
    แล้วเอา ต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ของทุกตัวรวมกัน
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดในพอร์ต  (คือ CSR)

    บางครั้งการทำตามวิธีนี้ก็อาจจะดูยุ่งยากไปหน่อย
    วิธีง่ายๆ ก็คือ ให้คุณหาราคาต้นทุนเฉลี่ยออกมาให้ได้ 
    (แม้จะไม่ถูกต้องตามวิธีการของระบบนี้ ก็พอจะใช้ได้ครับ error นิดหน่อย)
    แล้วเอามาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ ก็จะเป็น CSR แบบหยาบๆ
    แต่ถ้าใช้ตามบัญชีของโบรกเกอร์  อาจจะผิดพลาดไปได้ค่อนข้างมากเหมือนกันครับ

========================================

ตอนนี้เรามีตัวเลข 4 ตัวอยู่ในมือแล้ว  ได้แก่
1. เงินทุนทั้งหมด ที่ลงทุนไป (Total Capital ; TC)
2. เงินที่ถอนกลับไปแล้ว (Withdrawn ; W)
3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด (Cash ; C)
4. ต้นทุนของหุ้น ส่วนที่เหลืออยู่
(Capital of Stock Remain ; CSR)

มาดูขั้นตอนการหาค่า GI กัน
1. ศักยภาพของเงินทุน (Capital Power ; CP) = C + CSR + W
2. ดัชนีวัดความเติบโตของการลงทุน (Growth Index ; GI)=(CP-TC)*100/TC

ถ้าคุณลงทุนไปแล้ว ค่า GI เป็นบวก  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังเติบโตขึ้น
แต่ตรงกันข้าม ถ้า ค่า GI เป็นลบ  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังหดตัวลง

และถ้าหากทำตามวิธีการของระบบ FATS แล้ว  ค่า GI ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ ค่า GI เพิ่มขึ้นเป็น 100%  นั่นแสดงว่า
ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นสองเท่าแล้วครับ
หวังว่าการมีตัวชี้วัดแบบนี้
จะทำให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย
และการที่รู้ว่า ตอนนี้เรามายืนอยู่ตรงจุดไหนแล้ว
ทำให้มีกำลังใจในการลงทุนในระยะยาว ได้อย่างมั่นคงนะครับ
..
หากมีข้อสงสัยก็สามารถฝากคำถามผ่านทางลิงค์ Comment (ด้านล่าง) ได้นะครับ
..

ศึกษาการลงทุนแบบ FATS-Revolution ได้ตามลิงค์นี้ครับ

..

12 Comments

  1. 1
    kate Says:

    งง…นิดหน่อย แต่เข้าใจง่ายดีค่ะ เมื่อก่อนไม่เข้าใจเลยว่าเล่นยังไงให้ได้กำไร ก็ในเมือซื้อมาเท่านี้ถ้าหุ้นขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าหุ้นตก ยังไงก็เจ้ง ไม่ทราบมาก่อนเลย ว่าเขามีวิธีการแบบค่อย ๆ ซื้อ ค่อย ๆ ขายแบบมีขัั้นตอน เป็นความคิดที่ดีค่ะ ได้อ่านบทความ”มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ”แล้ว ยิ่งเข้าใจมากขึ้นค่ะ

    แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ
    แล้วที่ทราบมาเขาว่า ตลอดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ

    รอบทความต่อไปอยู่ค่ะ
    ขอบคุณมากนะคะ

  2. 2
    มือใหม่หัดขับ Says:

    ขอบคุณครับ
    เป็นมือใหม่หัดขับครับ
    อยากทราบวิธีเลือกซื้อหุ้นครับพอจะสอนได้ไหมครับ

  3. 3
    เอก Says:

    ตอบคุณ kate นะครับ

    ในคำถามที่ว่า

    “ตลาดหุ้นปิดบัญชีทุก ๆ สามวัน หมายความว่า เราต้องขายทิ้งทั้งหมด หรือว่า สามารถถือได้คะ”

    แก้ไขที่ได้ตอบไปก่อนหน้านี้นะครับ
    คือ ถ้าเปิดบัญชีแบบเงินสด คุณต้องเตรียมเงินเพื่อชำระค่าซื้อหุ้นในวันที่สาม
    และเงินจะเข้าบัญชีคุณในวันที่สาม หลังจากขายหุ้นแล้วเช่นกัน

    บัญชีเงินสด จึงไม่มีปัญหา ว่าคุณจะถือหุ้นยาวนานแค่ไหนก็ได้ครับ

    แต่ถ้าเป็นระบบ Credit Balance และบัญชี Margin
    ส่วนนี้เป็นการกู้เงินกับโบรกเกอร์ มาจ่ายค่าซื้อหุ้น
    ซึ่งหากคุณมีเงินสดไม่พอ ก็จะเป็นการที่คุณกู้เงิน มาซื้อหุ้น
    (ซึ่งโบรกเกอร์เป็นคนกำหนดวงเงินให้คุณ)
    และวงเงินที่ให้กู้ เขาก็จะพิจารณาจากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่
    แต่ทั้งนี้ หากเงินหรือหลักทรัพย์ที่คุณมี มีมูลค่าต่ำกว่า Maintenance Margin
    เขาก็จะบังคับให้คุณขายหุ้นออกไป

    ดังนั้นจึงคิดว่าระบบนี้น่าจะเหมาะกับการซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดมากกว่านะครับ

    …………………………………

    ส่วนอีกคำถามหนึ่ง
    “แล้วมีไหมคะ ที่หุ้นดิ่งลงจนต่ำแล้ว ไม่ขึ้นอีกเลย ในกรณีอย่างนี้ต้องทำยังไงคะ”

    อันนี้เดี๋ยวผมเอาไปเขียนเป็นอีกหัวข้อนึงในตอนหลังนะครับ

  4. 4
    เอก Says:

    ตอบคุณมือใหม่หัดขับนะครับ

    การเลือกหุ้นนั้น ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนั้นหรอกนะครับ
    แต่โดยหลักการแล้ว
    ควรจะเลือกหุ้นที่มีประวัติการบริหารงานดี มีปันผล มีความเติบโตสม่ำเสมอ ฯลฯ

    ซึ่งจะพิจารณาจากข้อมูลงบการเงินย้อนหลังประกอบ
    (เรื่องการอ่านงบการเงิน ผมก็ไม่สันทัดอีกเหมือนกัน คุณต้องศึกษาเพิ่มเอาเองนะครับ)

    พวกค่า P/E, P/BV ฯลฯ อันนี้ก็ต้องดูประกอบด้วยครับ
    เพราะเราจะรู้ว่าอัตราปันผลที่ได้จะมากพอสำหรับเงินลงทุนของเราหรือเปล่า

    แต่ที่ผมให้ความสำคัญก็คือ
    1. หุ้นตัวนั้น มีการบริหารงานพอใช้ได้ มีปันผลสม่ำเสมอ
    และอัตราปันผลควรจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากครับ
    นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นานๆ เป็นไปได้สูง
    เราลงทุน ก็หวังเงินปันผลจากผลประกอบการของบริษัทครับ

    2. หุ้นตัวนั้น มีการขึ้นลงของราคาตลอด นั่นก็หมายความว่า มีคนสนใจในหุ้นตัวนั้น
    และการขึ้นลงของราคานั่นเอง จึงจะสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ตามระบบนี้
    หากหุ้นนิ่ง ไม่มีการขยับเลย ก็คงรอรับปันผลแต่เพียงอย่างเดียวครับ

    3. ราคา
    เนื่องจากระบบนี้ มีการสะสมจำนวนหุ้นแบบปิรามิด
    ซึ่งหากราคาตกลงไปมากๆ ก็ทำให้ต้องสำรองเงินซื้อหุ้นมากตามไปด้วย
    ดังนั้น ต้องพิจารณาด้วยว่า เงินของเราเพียงพอต่อการซื้อหุ้นในราคาเท่าไหร่
    อันนี้ต้องใช้ excel ทดลองกรอกช่วงราคา กรอกจำนวนล็อคซื้อ
    ซึ่งจะรู้ได้ว่าเงินเรามีพอสำรองซื้อหุ้นตัวนั้นหรือไม่

    สรุปแล้วอันนี้ต้องศึกษาดูหุ้นแต่ละตัวครับ

    แต่ถ้าจะให้ดี คงจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ
    เช่น แนวโน้มของธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเติบโต
    (ซึ่งไม่มีใครรู้ในอนาคตได้ใช่ไหมครับ)

    อีกวิธีการหนึ่งคือ
    ลองดูใน SET50 ครับ ว่ามีตัวไหนบ้าง
    เพราะนั่นเค้าได้คัดเลือกหุ้นคุณภาพใช้ได้มาให้แล้ว
    ก็จะลดภาระเราลงไปได้มาก

    และเพื่อป้องกันความเสี่ยง
    ก็ควรจะมีหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัวครับ
    (เป็นสิบๆ ตัว ได้ ก็ยิ่งดี)

    แบ่งเงินสำหรับหุ้นแต่ละตัวเท่าๆ กัน

    โอกาสที่หุ้นทุกตัวจะลงพร้อมๆ กันหมด ก็คงไม่ง่ายนัก
    แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง

    ถึงตอนนั้นจะต้องเตรียมตัวถอยครับ
    ซึ่งวิธีเตรียมตัวถอย ผมจะทยอยเขียนลงทีหลังนะครับ

  5. 5
    Kay Says:

    ถามหน่อยค่ะว่า

    ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า “ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง”
    ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ

    ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว
    (พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)

    คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ ผิดใช่มั้ยคะ
    เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้
    ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย

    ขอบคุณค่ะ

  6. 6
    เอก Says:

    ตอบคุณ Kay ครับ

    ถ้าเรามีการซื้อๆ ขายๆ หุ้น โดยหลักการที่ว่า “ซื้อถุกกว่าขายทุกครั้ง”
    ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่มีอยู่ในมือก็จะต่ำลงๆ ถูกมั้ยคะ

    - ใช่ครับ (แต่ราคาเฉลี่ยนี้จะไม่ใช่ CSR ที่จะนำมาคิดการเติบโตนะครับ)
    คือถ้าเข้าใจหลักการนี้จริงๆ ก็จะรู้ว่า
    ที่เราทำแบบนี้ (ซื้อๆ ขายๆ) เป็นการลดต้นทุนไปเรื่อยๆ จนต้นทุนเป็น 0
    ส่วนที่เหลือ ก็เป็นของฟรี

    แต่การวัดความเติบโตนั้น เราดูจาก เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ตอนนี้)
    เทียบกับ เงินสด กับ หุ้นที่มีอยู่ (ในตอนที่เราลงทุนด้วยเงินของเราลงไป)

    ซึ่งหุ้นที่มีอยู่ เราจะคำนวณหาต้นทุนจริงๆ ของมัน
    คือ ตอนที่เราลงทุนไป ต้นทุนราคาอยู่ที่เท่าไหร่
    ตอนนี้เหลือหุ้นเท่าไหร่ ก็เอาไปคูณกับ ราคาตอนที่ลงทุนไปแล้วนั่นเอง

    ทีนี้พอมาคิด CSR ค่าก็จะน้อยลงๆ รึปล่าว
    (พูดถึงกรณี ซื้อมา ขายไป จนจำนวนหุ้นเท่าเดิม)

    - ถ้าจำนวนหุ้นเท่าเดิม CSR จะเท่าเดิมครับ
    เพราะเราจะคิดจาก ต้นทุน (ตั้งแต่ตอนซื้อครับ)
    เช่น ซื้อมา 20000 หุ้น ที่ราคา 10 บาท (CSR ตอนนั้น = 200000)

    ต่อมา ซื้อๆ ขายๆ แล้วเหลือหุ้นอยู่ 20000 หุ้นเท่าเดิม แต่ราคาไปอยู่ที่ 20 บาท
    (CSR ก็เท่ากับ 200000 คือ เอาจำนวนหุ้นที่มีอยู่ คูณด้วย ราคาซื้อเริ่มแรก)
    จะเห็นว่า CSR เท่าเดิม
    แต่เงินสดที่ได้จากการซื้อๆ ขายๆ จะเพิ่มขึ้น
    ตรงนั้นจะเป็นตัวไปทำให้ค่า GI เพิ่มขึ้นครับ

    คือตอนนี้ที่คิดอยู่เอาราคา ณ ปัจจุบัน ของตลาดมาคิดค่ะ ผิดใช่มั้ยคะ
    เพราะถ้าราคามันสูงมากกว่าราคาที่เราซื้อเดิม มันก็จะทำให้ CP ที่คำนวณได้
    ดูสูง เหมือนว่าเรากำไรมหาศาล รึปล่าวเอ่ย

    - การคิดความเติบโตแบบนี้ (ของระบบ FATS) จะไม่นำราคาตลาดมาคิด
    เพราะยังไม่ได้ขายจริง (CP ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นจริง)
    ถ้าขายจริงตามราคาที่สูงแบบนั้น จะได้เงินสดกลับมามากกว่าตอนลงทุน
    CP ก็จะเพิ่มขึ้นครับ (เพิ่มขึ้น เพราะ Cash เพิ่มขึ้น)

    (แต่ที่คุณ Kay ใช้อยู่ คือ ดูราคาตลาด
    เป็นการดูมูลค่าพอร์ต ณ ตอนนี้ ว่าได้กำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ แค่นั้นครับ
    ซึ่งคนอื่นๆ ก็ทำแบบนั้น)

  7. 7
    Kay Says:

    สวัสดีค่ะ คุณเอก ขอบคุณที่ตอบอย่างละเอียดเลยค่ะ
    สูตรที่ใช้ก็ใช้สูตรที่คุณเอกโพสต์เนี่ยแหละค่ะ แต่ดูๆ ไปมันไม่ค่อยจะถูก
    เพราะเอาราคาปัจจุบันมาคิด
    (คือไม่ได้ซื้อขายหุ้นแบบFAT rev นะคะ )

    ถ้าจะให้ถูกก็ต้องใช้แบบที่คุณเอกว่า คือเอาราคาเริ่มต้นมาคุณ

    แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย
    จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ

    ขอบคุณค่ะ

  8. 8
    เอก Says:

    ตอบคุณ Kay นะครับ

    ……………………………………………………………
    แต่ว่ามีการคำนวณราคาเฉลี่ยทุกเสต็บที่ซื้อหรือขาย
    จะใช้ราคาเฉลี่ยตัวนี้มา คูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือได้มั้ยคะ
    ……………………………………………………………

    - ถ้าตามหลักการแล้ว ก็ยังไม่ถูกต้องครับ

    แต่ผมเข้าใจว่า ที่ต้องทำแบบนี้เพราะได้ผ่านการซื้อขายซื้อขาย มานานแล้ว
    จึงไม่สามารถย้อนกลับไปทำบัญชีใหม่ได้

    ผมจึงแนะนำว่า ให้ใช้ราคาเฉลี่ยตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในการคิดค่า GI
    คือ ได้ผลลัพธ์เท่าไหร่ก็ตาม (จะลบ หรือ บวก / จะลบมาก หรือ บวกมหาศาล) ก็ไม่เป็นไร
    ให้ใช้จุดนี้เป็นจุดอ้างอิง

    คือ อนุโลมใช้เท่าที่เราจะมีข้อมูลอยู่

    แต่หลังจากนั้น
    ต้องมีการบันทึกข้อมูลใหม่ เพื่อจะได้นำค่า GI มาดูว่า มีความเติบโตขึ้นกว่าจุดอ้างอิงนี้ไหม

    สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ
    ราคาเฉลี่ยปัจจุบัน (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Average Price : RAP)
    กับ
    จำนวนหุ้นที่มีอยู่ (ผมสมมุติว่าเป็น Reference Quantity : RQ)

    เมื่อซื้อขายซื้อขาย แล้วจำนวนหุ้น [น้อยกว่าหรือเท่ากับ] RQ
    ก็สามารถนำ RAP มาคำนวณได้ทันที (เอา RAP คูณกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่ได้เลย)

    แต่ถ้าทำบัญชีไปแล้ว
    เมื่อไหร่ก็ตาม ที่จำนวนหุ้น เพิ่มมากขึ้นกว่า RQ
    ตอนนี้จะต้องคำนวณหา RAP ใหม่อีกครั้ง

    วิธีคำนวณ ก็ ตามวิธีการที่ได้เขียนไว้นะครับ
    คือ
    เอา RAP * RQ >>> ก็คือ ต้นทุนเดิมที่ลงทุนไปแล้วก่อนหน้านั้น

    แล้วบวกกับ (จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมา * ราคาสุดท้ายที่ซื้อ) >>> ก็คือต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา
    รวมได้เท่าไหร่ ก็ นำมาหารด้วย จำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ ก็จะได้ RAP ใหม่
    (ซึ่ง RQ ใหม่ ก็คือ จำนวนหุ้นทั้งหมด …. คือ ที่เพิ่มขึ้นมานั่นแหละครับ)

    คือ ถ้าทำตามแบบนี้ ค่า GI ก็น่าจะเพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับ GI ก่อนหน้า
    มันจะเป็นระบบเดียวกันครับ

    เช่น ครั้งสุดท้าย คำนวณด้วยราคาเฉลี่ยที่มีอยู่ อาจจะได้ค่า GI = -10%
    พอทำไปทำมา ด้วยวิธีการที่ผมแนะนำ แล้วได้ GI = -9%

    นี่ก็แสดงว่า มีการเติบโตขึ้นมา =1%

    (แต่ถ้าไม่มีการปรับบันทึกข้อมูลใหม่ตามที่ผมแนะนำมา
    ทั้งๆ ที่มีการซื้อขายได้กำไร ต้นทุนก็ต่ำลง
    แต่ค่า GI อาจจะลดลงจาก -10% ไปเป็น -11% ก็เป็นได้ครับ)

  9. 9
    Kay Says:

    มึนเลยค่า อิอิ
    ปรกติไม่ค่อยเก่งเลขด้วย

    เดี๋ยวจะลองไปทำดูนะคะ
    ขอบคุณ คุณเอกอีกครั้งค่ะ

  10. 10
    เอก Says:

    ตอบคุณ Kay อีกครั้งนะครับ

    ยกตัวอย่างให้ดู น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น

    สมมุติตอนนี้หุ้นตัวหนึ่ง มีต้นทุนเฉลี่ย 3.00 บาท มีหุ้นอยู่ 20,000 หุ้น
    CSR = RAP*RQ = 3.00 * 20,000 = 60,000

    ต่อมา ขายไป 1000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)
    จำนวนหุ้นลดเหลือ 19,000 หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ คือ 20,000 หุ้น)
    การหา CSR ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย
    CSR = RAP*19,000 = 3*19,000 = 57,000

    ต่อมา ขายไปอีก 4,000 หุ้น (ราคาเท่าไหร่ก็ตาม)
    จำนวนหุ้นลดเหลือ 15,000 หุ้น (ซึ่งน้อยกว่า RQ คือ 20,000 หุ้น)
    การหา CSR ก็เอาจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นี้ คูณกับ RAP ได้เลย
    CSR = RAP*15,000 = 3*15,000 = 45,000

    ต่อมาซื้อหุ้นเข้ามา 10,000 หุ้น (สมมุติว่าซื้อที่ราคา 2.50)
    จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 หุ้น (ซึ่งมากกว่า RQ เดิม คือ 20,000 หุ้น)
    ตอนนี้ RQ ใหม่ คือ 25,000 หุ้น
    และต้องคำนวณ RAP ใหม่

    วิธีคำนวณ RAP ใหม่
    ก่อนอื่น ต้องรู้ต้นทุนทั้งหมดของเราก่อน
    คือ เอาต้นทุนเดิม บวก ต้นทุนใหม่
    - ต้นทุนเดิม ก็คือ 60,000 (คือ 3*20000)
    - ต้นทุนใหม่ ก็คือ 5,000 หุ้นที่เพิ่มขึ้นมา
    (ต้นทุนใหม่ = 5,000 * 2.50 = 12,500)
    - รวมต้นทุน = 72,500
    - เมื่อได้ต้นทุนรวม ก็หาค่าเฉลี่ยต้นทุนใหม่ คือ 72,500/25,000 = 2.90
    (ซึ่งจะกลายเป็น RAP ตัวใหม่)

    ตอนนี้ RAP = 2.90, RQ = 25,000

    ต่อไปถ้าซื้อหรือขาย แล้ว มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า 25,000 หุ้น
    ก็ใช้ RAP คือ 2.90 มาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลือ ก็จะได้ CSR

    แต่ถ้าซื้อขายซื้อขาย แล้วหุ้นมีจำนวนมากกว่า 25,000 หุ้น
    ก็ต้องคำนวณ RAP ใหม่อีกครั้งครับ

    (อาจจะดูน่าเวียนหัว แต่ถ้าเข้าใจวิธีการแล้วก็จะง่ายครับ
    คือ การทำบัญชีที่ดี จดบันทึกการซื้อขายทุกรายการตามลำดับ
    เมื่อไหร่ที่จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นเดิมที่เคยมีอยู่ (RQ) ค่อยมาคำนวณ RAP ใหม่
    ถ้าจำนวนหุ้นไม่เพิ่มกว่า RQ ก็ใช้ RAP เดิมมาคำนวณต้นทุนหุ้นที่เหลืออยู่ได้เลย )

  11. 11
    leachmeechai Says:

    ขอบคุณครับ

  12. [...] อ่านเรื่อง “การวัดความเติบโตของการลงทุน” ด้วยระบบ FATS-Revolution ที่นี่ครับ http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/ [...]


RSS Feed for this entry

Leave a Comment