เป็นเรื่องจริงที่ว่า การลงทุนนั้น ต้องใช้ทุนจำนวนมาก เพราะหากมีเงินทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้ ก็ย่อมจะน้อยเช่นกัน ลองเปรียบเทียบนักลงทุนสองคน ที่ลงทุนไปในหุ้นตัวเดียวกัน คนแรก : ลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท คนที่สอง : ลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาท ถ้าหุ้นตัวนี้ดำเนินงานเกิดผลกำไร และจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 10% คนแรก จะได้เงินปันผล 1,000 บาท คนที่สอง จะได้เงินปันผล 1 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกันอย่างนี้ คนแรก ได้เงินปันผลเพียง 1,000 บาท ก็ไม่พอจะซื้อข้าวของบางชิ้นด้วยซ้ำ แต่ คนที่สอง สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผลเพียงอย่างเดียว (ไม่ต้องทำงานอื่นก็ได้) หากมองในแง่ความคุ้มค่าของเงินและเวลาที่ลงทุนไป จึงอาจมองได้ว่า คนแรก ใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า ส่วนคนที่สอง ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากกว่า แต่เราจะรู้หรือไม่ว่า กว่าที่คนที่สอง จะมีเงินลงทุนถึง 10 ล้านบาทนั้น เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงมาถึงจุดนั้นได้ อาจเป็นไปได้ว่า เงินจำนวนนี้ ผ่านการลงทุนมาจากรุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นได้ [...]
กรุสำหรับ เมษายน 2008
– ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน–
เมษายน 27, 2008– การลงทุน กับ การทำบุญ –
เมษายน 17, 2008การลงทุน คือ การวางแผนทางการเงินของวันนี้ เพื่อ ผลในอนาคต การทำบุญ คือ การทำความดีในวันนี้ ก็เพื่อ ผลในอนาคต (แต่การทำบุญที่ดีที่สุด ก็คือ การทำโดยไม่หวังผล) และผลของบุญ เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เริ่มทำอีกด้วย เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถวางใจในการลงทุน ได้เหมือนกับการทำบุญได้ เมื่อนั้นความสุขจากการลงทุนก็เกิดขึ้นแล้ว เวลาเราทำบุญทำทาน เป็นช่วงที่เราได้ สละ และการสละนั้น หากทำถูกต้อง จะไม่มีหวังผล ว่าจะได้กำไร หรือ ขาดทุน เพราะการสละ คือ การให้ในสิ่งที่เรามีออกไป หากใครทำบุญเท่านี้ แล้วหวังผลว่า ชาติหน้าจะได้มากกว่านี้ นั่นทำบุญไม่ถูกแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ได้ผล แต่ ได้ผลน้อย วิธีวางใจในการลงทุน หากคิดว่านี่เป็นการทำบุญ ก็คงจะยอมรับกันไม่ได้ แต่ลองคิดว่า นี่เป็นการให้คนได้ยืมเงินเราเอาไปหมุนเวียนลงทุนในกิจการของเขา เมื่อเขามีผลกำไร เขาก็จะคืนเงินที่เราให้ยืมไปนั้น กลับคืนมา อาจจะได้ดอกเบี้ยปันผลมาด้วย คือ เงินของเรา ยังไงเสีย มันก็เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเรา มันก็ไม่ได้หายไปไหน จนกว่าเราจะได้นำมาใช้ เพียงแต่เขายังไม่คืนเท่านั้นเอง ถึงอย่างไร [...]
– หุ้น กับ เศรษฐกิจพอเพียง (มีเหตุผล) –
เมษายน 16, 2008หลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ 1. มีเหตุผล 2. พอประมาณ 3. ภูมิคุ้มกัน บางท่านกระโดดเข้าไปในหุ้นที่กำลังมีราคาสูงขึ้น และสูงขึ้นอย่างน่ากลัว เมื่อกลับไปดูค่า P/E (Price per Earning Ratio) ของหุ้นตัวนั้น พบว่ามีค่าสูงถึง เกือบ 100 (หรือบางทีอาจจะมากกว่า) ทั้งๆ ที่ หากได้ศึกษาสักนิดจะรู้ว่า หุ้นที่น่าลงทุนนั้น ควรจะมีค่า P/E ต่ำๆ ต่ำแค่ไหนดี ??? ผู้รู้หลายๆ ท่าน บอกว่า ถ้าต่ำกว่า 10 ก็น่าจะดี แต่ถ้าไม่เกิน 20 ก็นับว่าใช้ได้ (ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย) แต่หุ้นบางตัว P/E สูงขึ้นไปแตะหลักร้อย แต่ก็มีคนจำนวนมากกระโจนเข้าไป โดยลืมคิดไปว่า P/E ที่สูงขนาดนั้น หากคิดผลตอบแทนเงินปันผล อาจจะน้อยกว่าฝากธนาคารด้วยซ้ำไป แต่ความเสี่ยงกลับสูงกว่าเงินฝากในธนาคารมากมายนัก อย่างหุ้นตัวหนึ่ง ราคาประมาณ 1.50 บาท ปันผล [...]
– งานประจำกับการลงทุน –
เมษายน 12, 2008นับเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำงานประจำ ในการที่จะทำธุรกิจ หรือ ลงทุน ปัญหาก็คือ จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลกิจการที่สร้างขึ้นมา เรื่องความรู้ประสบการณ์ในธุรกิจก็สำคัญ จึงจะเห็นว่า ส่วนใหญ่คนทำงานประจำ จึงไม่ค่อยได้ลงทุนหรือทำธุรกิจกันเท่าไรนัก อาจจะมีบางคนที่สามารถเก็บเงินได้บ้าง แต่เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มักจะมีปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เงินที่มีเพิ่มพูนขึ้น ผมจึงอยากเสนอให้ลองสนใจการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เหตุผลก็คือ คุณไม่ต้องสร้างธุรกิจขึ้นมาเอง เพราะมีคนบริหารงานให้อยู่แล้ว คุณเพียงแต่ “ลงทุน” และคอยติดตามการดำเนินงาน ก็เพียงพอแล้ว คุณใช้เวลาในการดูแล เพียงวันละครั้งตอนเย็นหลังเลิกงาน วันละชั่วโมงสองชั่วโมง สัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน เมื่อคุณถือหุ้นบริษัทไหน ก็เท่ากับว่าคุณมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของแล้ว เช่น คุณลงทุนกับ ปตท. ก็เท่ากับว่า คุณได้เป็นเจ้าของ ปตท. และเมื่อคุณยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมัน เมื่อคุณเติมน้ำมันที่ปั๊ม ปตท. ก็เท่ากับว่าคุณซื้อน้ำมันกับร้านของคุณเอง กำไรที่ได้ ก็จะกลับมาปันผลให้คุณส่วนหนึ่ง ที่ผ่านมาคุณเติมน้ำมัน เงินก็ไปเข้ากระเป๋าคนอื่น แต่เมื่อคุณเป็นหุ้นส่วนแล้ว เงินส่วนหนึ่งก็กลับมาที่กระเป๋าของคุณ คุณก็ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำวัน คุณใช้จ่ายกับสินค้าอะไรบ้าง และสินค้าตัวไหน เปิดโอกาสให้คุณได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ คุณก็เลือกถือหุ้นกับบริษัทเหล่านั้น นี่เป็นวิธีการเลือกลงทุนอย่างง่ายๆ หลังจากนั้น คุณก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นลูกค้ากับบริษัทของตัวเอง [...]
– เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ –
เมษายน 8, 2008เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาหุ้นทั้งตลาดจะตกต่ำลงพร้อมๆ กันทั้งหมด ไม้เว้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยม เราก็ต้องเตรียมตัว เพื่อให้มีเงินสำรองกลับคืนมาอยู่ในมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราต้องทยอยลดการลงทุนลงมา แต่ถ้าเราได้เลือกลงทุนกับบริษัทที่ดี แม้เศรษฐกิจตกต่ำ ก็สามารถสร้างผลกำไรได้ เราไม่จำเป็นต้องทิ้งหุ้นไปหมด เราเพียงแค่ลดต้นทุนลงก็พอ วิธีการลดต้นทุน ทำได้โดยการ ขายหุ้นออกไปทันทีครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออยู่ ก็วางแผนขายหุ้นในรูปแบบปิรามิดหงาย เช่น เดิมวางแผนซื้อหุ้น ลงมาแบบนี้ 2.00 –> 1000 1.90 –> 2000 1.80 –> 3000 1.70 –> 4000 1.60 –> 5000 1.50 –> 6000 จะเห็นว่าได้ซื้อหุ้นมาแล้ว 21,000 หุ้น ใช้เงินไปทั้งหมด 35,000 บาท เมื่อเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจว่ากำลังจะตกต่ำ คุณก็ขายออกไปทันที ครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ 10,500 หุ้น (สมมุติว่าขายได้ที่ราคา 1.45) คุณจะได้เงินส่วนนี้กลับมา 15,225 บาท หุ้นที่เหลืออยู่ ให้ล็อคขายแบบปิรามิดหัวกลับ แบบนี้ (คือ ครึ่งหนึ่งของที่ทยอยซื้อ) [...]
– ถ้าหุ้นลงหนัก –
เมษายน 4, 2008เมื่อหุ้นลง และ ลง 1. ถ้าลงอย่างไม่มีเหตุผล ก็แสดงว่า ถูกเจ้าทุบหุ้นเพื่อเก็บเอาของ ก็ไม่ต้องตกใจครับ เพราะเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา ถึงแม้จะไม่ขึ้นมาเท่ากับราคาสูงสุดที่เคยซื้อ ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะมันยังอยู่ในแผน 2. ถ้าลงเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นในพอร์ตทุกตัว จะมีมูลค่าลดพร้อมกันหมด และลดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แบบนี้ก็ให้เริ่มทยอยขายออกมา (เดี๋ยวเรื่องการทยอยขายออกมา ผมจะเขียนในอีกหัวข้อหนึ่งต่างหาก) 3. แต่ถ้าลง เพราะธุรกิจกำลังจะไปไม่รอด (ดูจากข่าวสารที่ออกมาบ้าง ดูงบการเงินบ้าง ฯลฯ) แบบนี้ต้องไม่ซื้อหุ้นเพิ่มแล้ว แต่จะต้องขายหุ้นออกให้เร็วที่สุด แต่ก่อนจะขายหุ้น จะต้องมองหาหุ้นตัวอื่นเอาไว้ คือ เราจะรู้ว่าหลังจากที่เราขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเงินสดจากหุ้นตัวนี้เท่าไหร่ (ซึ่งรวมทั้งเงินสำรองที่ยังไม่ได้นำมาใช้ด้วยนะครับ) ในการที่จะเลือกหุ้นตัวใหม่นั้น สามารถเลือกหุ้นในช่วงราคาใกล้เคียงกันก็ได้ หรือจะเลือกหุ้นที่อยู่คนละระดับราคาก็ได้ แต่สำคัญอยู่ที่การกำหนดช่วงซื้อขาย และจำนวนที่จะซื้อขายใหม่ เช่น เราซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ลงมาตามราคาแบบนี้ ราคา —> จำนวน 2.00 –> 1000 1.90 –> 2000 1.80 –> 3000 1.70 [...]
– การวัดความเติบโตของการลงทุน –
เมษายน 1, 2008.. ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นแค่ไหน มีหลากหลายวิธีในการวัดมูลค่า โดยส่วนใหญ่ เรามักจะวัดมูลค่าของธุรกิจ โดยการมาตีค่าตีราคาของสิ่งที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณซื้อที่ดินมา 1 ไร่ ไร่ละ 100,000 บาท ณ ตอนนี้ที่ดินตรงนั้น มีคนมาเสนอราคาให้คุณไร่ละ 1,000,000 บาท ซึ่งหากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณโตขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 1000 % แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้น ไม่ค่อยน่าสนใจ อาจมีคนเสนอซื้อเพียงไร่ละ 50,000 บาท หากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณกลับลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งระบบ FATS จะไม่วัดมูลค่าธุรกิจแบบนั้น เพราะการวัดมูลค่าแบบนี้ เป็นแต่เพียงการ ประเมินราคา เท่านั้น ยังไม่ใช่มูลค่าที่ขายได้จริง เราจะไม่สนใจว่า ตอนนี้ราคาที่ (อาจ) จะขายได้ เป็นเท่าไหร่ (จนกว่าเราจะได้ขายออกไปแล้วจริงๆ) เราจะสนใจว่า ตอนนี้เรามีที่ดิน เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ [...]