..
FATS-Revolution
(Fusion Advance Trading System)
ลิงค์สำหรับไฟล์ประกอบนะครับ
http://www.keepandshare.com/doc/view.php?id=500087&da=y
ลงทุน เพื่ออะไร
บางทีคุณอาจคิดว่า การลงทุนก็เพื่อหวังผลกำไร
แต่สำหรับผม ผมคิดว่า การลงทุนนั้น
ก็เพื่อที่จะสร้างระบบที่จะดึงดูดรายได้เข้ามา
และแน่นอนว่า หากมันยังดึงดูดเงินเข้ามาเรื่อยๆ
เวลาผ่านไป รายได้ที่เข้ามานั้น ก็จะเท่ากับเงินที่ได้ลงทุนไปในคราวแรก
และหลังจากนั้น สิ่งที่ได้เข้ามาก็คือของฟรี
จะเรียกว่ากำไรก็ได้ครับ แต่ผมจะเรียกมันว่า “ของฟรี”
เราลงทุน เพื่อที่จะได้ของฟรี (นี่เป็นนิยามของการลงทุนแบบผม)
เราจะได้ของฟรี ได้อย่างไร
ขั้นแรก เราลงทุนด้วยเงินก้อนหนึ่ง ลงทุนกับอะไรก็แล้วแต่
ซึ่งสิ่งที่ลงทุนนั้น จะสามารถทำให้เงิน ไหลมาทีละเล็กทีละน้อย
สมมุติว่า คุณลงทุนด้วยเงิน 5 ล้านบาท กับแฟรนไชส์อย่าง 7-eleven
เงินที่คุณลงทุนไป มันได้หายไปต่อหน้าต่อตาคุณแล้ว
และคุณอาจจะไม่มีทางได้คืน 5 ล้านบาท เมื่อคุณเปลี่ยนใจไม่อยากมีร้านนั้นแล้ว
คุณอาจจะขายร้านนี้ต่อให้ใครสักคน หากคุณต้องการเงินคืนอย่างเร่งด่วน
โอกาสที่คุณจะขายได้มากกว่า 5 ล้านนั้น ค่อนข้างยาก
เพราะเงินจำนวนมากอย่างนั้นไม่ได้มีอยู่กับทุกคน
แต่จะง่ายกว่า หากคุณจะขายขาดทุนไปในราคาที่ต่ำกว่า 5 ล้าน
เช่น คุณขายได้เพียง 4 ล้านบาท คุณก็จะขาดทุนไปทันที 1 ล้านบาท
เมื่อลงทุนเปิดร้านไปแล้ว ก็อาศัยการซื้อสินค้าเข้ามาในร้าน แล้วก็ขายให้ลูกค้า
ส่วนต่างของราคาสินค้า คือ กำไร
และกำไรสุทธิที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนนั้น คือ รายได้
ร้านค้าอย่าง 7-eleven เหลือรายได้วันละเท่าไหร่
อาจจะวันละ 1,000 หรือระดับ หลายหมื่นต่อวัน
สมมุติว่า ร้านนี้มีรายได้วันละ 1,000 บาท
แสดงว่า 1 ปี จะมีเงินรายได้ 365,000 บาท
ใช้เวลากี่ปีจึงจะได้เงิน 5 ล้านคืน ก็ลองคำนวณดูครับ
แต่ถ้าร้านนี้มีรายได้วันละ 10,000 บาท
1 ปี ก็จะมีรายได้ 3,650,000 บาท
ก็คงใช้เวลาไม่ถึงสองปีที่จะได้เงิน 5 ล้านคืน
ส่วนที่เกิน 5 ล้านไปแล้ว ที่เหลือนั้นก็คือ ของฟรีครับ
ในตลาดหุ้น ก็มีของฟรี ไม่ต่างจากร้านค้าอย่าง 7-eleven
หากเราลงทุนในตลาดหุ้น ตัวหุ้นเป็นสินค้าที่ใช้ซื้อขายได้
- หุ้นสามารถสร้างรายได้ หากคุณขายหุ้นได้ราคาสูงกว่าที่คุณซื้อมา
- ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นรายจ่าย หากคุณขายหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา
คุณควรเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้หุ้นสร้างรายได้ แทนที่จะให้มันกลายเป็นรายจ่าย
เพราะเมื่อคุณสร้างรายได้เข้ามาเรื่อยๆ รายได้รวมก็จะมาถึงจุดที่คุณได้ลงทุนไป
ส่วนที่เหลือหลังจากนั้น ก็จะกลายเป็น “ของฟรี”
แต่ถ้าคุณปล่อยให้มันสร้างแต่รายจ่าย คุณอาจจะสูญเงินที่คุณลงทุนไปทั้งหมดก็เป็นไปได้
แทนที่จะได้ของฟรี คุณกลับทิ้งเงินที่มีอยู่ออกไปอย่างน่าเสียดาย
คนจำนวนมากสูญเงินไปกับตลาดหุ้น เพราะเขาไม่สามารถสร้างรายได้เข้ามา
และปล่อยให้มันสร้างแต่รายจ่าย
(หรือบางที การมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ มันก็ได้ผลลัพธ์รวมเท่ากับการมีรายจ่ายนั่นเอง)
ที่เขาขาดทุนในการเล่นหุ้น ก็เพราะ รายจ่ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ทำไมหลายคนจึงขาดทุน
หากเปรียบกับร้านค้าอย่าง 7-eleven
คุณคงจะไม่รีบร้อนขายร้านค้านั้นทิ้งไป
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ไม่ว่าจะมีคนมาบอกกับคุณว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า
ถ้าไม่อยากขาดทุนมาก คุณจะขายให้ฉันไหม ฉันให้ราคา 4 ล้านบาท
คุณอาจจะเริ่มหวั่นไหว หากมีคนที่สองมาบอกกับคุณว่า ทำเลแถวนี้มีขโมยเยอะ
ถ้าไม่อยากขาดทุนมาก คุณจะขายให้ฉันไหม ฉันให้ราคา 3 ล้านบาท
คุณอาจจะเริ่มหวั่นไหวขึ้นไปอีก
หากมีคนที่สาม มาบอกกับคุณว่า
โอ้ย แถวนี้ลูกค้าไม่ค่อยมีเงินซื้อหรอก ขายให้ผมล้านนึง ผมยังไม่ซื้อเลย
เห็นไหมครับ ว่า คนที่ขาดทุนในหุ้นนั้นเพราะอะไร
เพราะเขาเพิ่งจะลงทุนไปหยกๆ แล้วมีคนมาบอกเค้าว่า
ราคาหุ้นตัวนี้ไม่น่าสนใจ ราคาน่าจะต่ำกว่าที่คุณซื้อมา
เมื่อคุณยอมขายไป มันก็คือ การขาดทุน
และการขาดทุน ก็คือ รายจ่ายใช่ไหมครับ
และถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ รายจ่ายนั้นก็ทำให้คุณหมดตัวได้ครับ
มูลค่าพอร์ต คือ คำพูดของคนสองสามคนนั้น
อาจจะจริงอย่างที่คนสองสามคนพูด คือ
สถานการณ์บางอย่าง ทำให้ราคาหุ้นตกลงไปมากกว่าที่คุณซื้อมา
เพราะเมื่อคุณดูราคาหุ้นตอนนี้ ราคามันต่ำลงไป
ก็จะเห็นตัวเลขสีแดงๆ
ที่เปรียบเหมือนกับการที่มีหลายๆ คนมาพูดกรอกหูคุณว่า ขายเถอะ ขายเถอะ
เห็นไหมตอนนี้คุณขาดทุนไปแล้วเท่าไหร่
และมูลค่าพอร์ตที่ติดลบนี่เอง กระตุ้นให้คุณ ขายขาดทุน
และกลายเป็นรายจ่ายในที่สุด
ถ้าคุณจะเป็นนักลงทุน คุณอาจจะมองดูมูลค่าของมันบ้าง
เพื่อที่จะรู้ว่า สถานการณ์ตอนนี้ ร้านค้าของคุณกำลังจะเข้าสู่วิกฤติหรือไม่
หากยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่า มูลค่าพอร์ต ติดลบอยู่เท่าไหร่
..
เอาล่ะครับ
เรามาดูเทคนิคในการสร้างรายได้จากตลาดหุ้นกัน
ธรรมชาติของหุ้น มีขึ้น และ ลง
ในเมื่อมัน ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
เราก็เอาธรรมชาติของการขึ้นลงนั่นแหละเป็นการสร้างรายได้
คุณซื้อหุ้นราคาหนึ่ง แล้วไปขายที่ราคาสูงกว่าที่ซื้อมา
มันก็ได้กำไร หรือ รายได้นั่นเอง
เมื่อหุ้นราคาตกลงไปอีก คุณก็มีเงินสำรองซื้อที่ราคานั้น
แล้วรอขายที่ราคาสูงกว่า ขายได้เมื่อไร มันก็คือ มีรายได้เข้ามาอีก
เมื่อราคาหุ้นตกลงไปอีก คุณก็มีเงินสำรองซื้อเข้ามาได้อีก
แล้วรอขายที่ราคาสูงกว่า
ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเลยใช่ไหมครับ
ที่มันยากสำหรับคนใหม่ หรือ คนที่ไม่รู้เทคนิค ก็เพราะไปดูมูลค่าพอร์ตนั่นเอง
แต่เทคนิคของระบบ FATS-Revolution นั้น มีรายละเอียดอยู่บ้างครับ
FATS-Revolution (เทคนิคการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว)
หลักการนี้เราไม่ได้ต้องการการเติบโตแบบรวยเร็ว รวยลัด
แต่เราจะอยู่บนพื้นฐานของการค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง
สมมุติว่าคุณมีเงินทุนอยู่ 20,000 บาท
และสนใจหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีราคาประมาณ 2 บาท
คุณจะวางแผนอย่างไร จึงจะสามารถรองรับกรณีที่หุ้นราคาลดลงมากๆ
หลักการของระบบนี้ หัวใจอยู่ที่ “เงินสำรอง”
ที่เพียงพอจะซื้อหุ้นได้ในทุกช่วงราคา (ไม่ใช่ทุกราคานะครับ)
เดี๋ยวค่อยดูตัวอย่างก็แล้วกันครับ
ลองดูตัวอย่างนี้ครับ
ราคา * จำนวนหุ้นที่ซื้อ = เป็นเงินสำรองซื้อ
2.00 * 100 = 200
1.90 * 200 = 380
1.80 * 300 = 540
1.70 * 400 = 680
1.60 * 500 = 800
1.50 * 600 = 900
1.40 * 700 = 980
1.30 * 800 = 1040
1.20 * 900 = 1080
1.10 * 1000 = 1100
1.00 * 1100 = 1100
0.90 * 1200 = 1080
0.80 * 1300 = 1040
0.70 * 1400 = 980
0.60 * 1500 = 900
0.50 * 1600 = 800
0.40 * 1700 = 680
0.30 * 1800 = 540
0.20 * 1900 = 380
0.10 * 2000 = 200
รวมเงินสำรองทั้งหมด = 15,400 บาท
ทีนี้ไม่ว่าหุ้นมันจะร่วงไปจนติดพื้น เราก็มีเงินพอซื้อได้เสมอ
สังเกตว่า การซื้อหุ้นจะซื้อในรูปแบบปิรามิด คือ ราคาถูกก็จะซื้อในจำนวนที่มากขึ้น
เพราะเราได้ล็อคจำนวนซื้อแต่ละราคาแล้ว
เราจึงรู้ได้ทันทีว่า ในแต่ละราคา เราต้องมีหุ้นอยู่ในมือรวม (สะสม) เท่าไหร่
ที่ราคา —— จำนวนหุ้นสะสม
2.00 ———-> 100
1.90 ———-> 300
1.80 ———-> 600
1.70 ———-> 1000
1.60 ———-> 1500
1.50 ———-> 2100
1.40 ———-> 2800
1.30 ———-> 3600
1.20 ———-> 4500
1.10 ———-> 5500
1.00 ———-> 6600
0.90 ———-> 7800
0.80 ———-> 9100
0.70 ———-> 10500
0.60 ———-> 12000
0.50 ———-> 13600
0.40 ———-> 15300
0.30 ———-> 17100
0.20 ———-> 19000
0.10 ———-> 21000
การขายทำกำไร จะขายเหนือกว่าจุดซื้อ 1 ช่วงตัว
เช่น
ซื้อที่ราคา——-> ราคาเป้าหมายขายทำกำไร
2.00 ———-> 2.10
1.90 ———-> 2.00
1.80 ———-> 1.90
1.70 ———-> 1.80
1.60 ———-> 1.70
1.50 ———-> 1.60
1.40 ———-> 1.50
1.30 ———-> 1.40
1.20 ———-> 1.30
1.10 ———-> 1.20
1.00 ———-> 1.10
0.90 ———-> 1.00
0.80 ———-> 0.90
0.70 ———-> 0.80
0.60 ———-> 0.70
0.50 ———-> 0.60
0.40 ———-> 0.50
0.30 ———-> 0.40
0.20 ———-> 0.30
0.10 ———-> 0.20
ทำอย่างไร ถ้าหากหุ้นมีราคาสูงขึ้น จนกระทั่งเราขายไปจนหมด
เราก็ต้องปรับแผนใหม่ ด้วยการปรับช่วงราคาซื้อขายใหม่ตามเงินทุนที่มีอยู่
เช่น หุ้นขึ้นไปที่ 2.50 เราก็ต้องเปลี่ยนช่วงใหม่ อาจจะเป็นแบบนี้ครับ
2.50 * 100 = 250
2.36 * 200 = 472
2.22 * 300 = 666
2.08 * 400 = 832
1.94 * 500 = 970
1.80 * 600 = 1080
1.66 * 700 = 1162
1.52 * 800 = 1216
1.38 * 900 = 1242
1.24 * 1000 = 1240
1.10 * 1100 = 1210
0.96 * 1200 = 1152
0.82 * 1300 = 1066
0.68 * 1400 = 952
0.54 * 1500 = 810
0.40 * 1600 = 640
0.26 * 1700 = 442
0.12 * 1800 = 216
เงินทุนสำรอง = 15,618 บาท
เราจะใช้ excel เป็นตัวช่วยคำนวณ
เมื่อเรากรอกจำนวนหุ้นที่มีอยู่
โปรแกรมก็จะบอกว่า ที่ราคาเป้าหมายใดๆ
หากมีหุ้นมากกว่าเป้าหมายหุ้นสะสม (ที่เราล็อคไว้แล้ว)
ก็จะให้ขายออกไปจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เหลือเท่ากับที่ต้องการ
หากมีหุ้นน้อยกว่าเป้าหมายหุ้นสะสม
ก็จะให้ซื้อเข้ามาจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้จำนวนเท่ากับที่ต้องการ
เช่น
ตอนนี้เราซื้อๆ ขายๆ จนมีหุ้นอยู่ในมือ 4,500 หุ้น
แต่ราคาหุ้น ไปอยู่ที่ระดับราคา 1.40
ซึ่งเป้าหมายหุ้นสะสม = 2,800 หุ้น
จึงต้องขายออกไป = 4,500 - 2,800 = 2,100 หุ้น
ให้ดูรายละเอียดในไฟล์ excel นะครับ
http://www.keepandshare.com/doc/view.php?id=500087&da=y
แค่ทำตามนั้นครับ
หน้าที่เราสำคัญอยู่ที่การวางแผนช่วงซื้อขาย
ว่าจะกำหนดราคาและจำนวนอย่างไร
ที่เหลือก็ทำตามที่โปรแกรมบอกให้ซื้อหรือขาย เป็นจำนวนเท่าไหร่
ไม่ถึงราคาซื้อก็ยังไม่ซื้อ ไม่ถึงราคาขายก็ยังไม่ขาย เราแค่ทำตาม
คุณอาจจะคิดว่า เงินสำรองมีมากเกินไป
ทำให้ประสิทธิภาพของการทำรายได้อาจจะน้อยเกินไป
แต่หลักการนี้ ช่วยให้คุณลดความเสี่ยงลงได้มาก เพราะเงินสดยังอยู่ในมือคุณ
และแน่นอนว่า คุณยังได้ดอกเบี้ย (จากโบรกเกอร์หรือธนาคาร)
ส่วนหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย
คุณก็จะได้รับส่วนเงินปันผล (หากว่าคุณเลือกหุ้นที่น่าจะได้ปันผลรายปี)
หลักการนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเงินฝาก
จากที่อาจจะได้เพียงสองสามเปอร์เซ็นต์ต่อปี
ก็สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นได้
ที่สำคัญ หลักการนี้สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ตลอดไป
จนกว่าตลาดหุ้นจะสูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจ
…………….
ควรศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก่อนนำไปใช้ครับ
และผมไม่รับประกันว่า ทำตามระบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ทุกคน
เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอครับ
…………….
อ่านเรื่อง “การวัดความเติบโตของการลงทุน” ด้วยระบบ FATS-Revolution ที่นี่ครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/
..
ขอโทดนะคะ คือว่าหนูเพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องหุ้นได้ไม่นาน แล้วพอดีมาเจอลิ้งของคุณ
มีข้อสงสัยนิดหน่อยนะคะ คือว่าถ้าเราซื้อไม่ทันทุกช่วงละคะ เช่น ซื้อหุ้นaราคา2.00บาท
จำนวน100หุ้น แล้วราคาก็ตกมาที่1.50เราก็ซื้อ600หุ้น ตามที่เราล๊อกไว้ แล้วราคา
ระหว่าง2.00-1.50ที่เราไม่ได้ซื้อจะขายสัดส่วนยังไงหรอคะ
อีกข้อนึงค่ะ คือหนูเป็นนักศึกษายังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เงินที่หนูจะใช้หาประสบการณ์
ในการลงทุนก็คือเงินของพ่อแม่ จึงเป็นเงินที่ยังไม่มาก แล้ววิธีFATS-Revolution
หนูก็ต้องลงทุนในหุ้นที่เป็นเก็งกำไรหรือคะ เพราะการซื้อแบบล็อคไว้ก็ย่อมต้องมีเงินพอสมควรในการทยอยซื้อ
ถ้าถามมากไปขอโทดด้วยนะคะ
ถ้าดูในไฟล์ Excel ที่ download ไปแล้ว
จะเห็นว่า จำนวนหุ้นสะสม จะเป็นตัวบอกว่าควรซื้อหรือขายเท่าไหร่ครับ
ซึ่งในที่นี้ จำนวนหุ้นสะสมที่ราคา 1.50 ควรจะเป็น 2100 หุ้น
แต่เรามีหุ้นอยู่แล้ว 100 หุ้น
ที่ราคา 1.50 เราจึงต้องซื้อเข้ามาอีก 2000 หุ้นครับ
ซึ่งในไฟล์ Excel ก็จะบอกให้เราซื้อ 2000 หุ้นโดยอัตโนมัติ
หากพิจารณาดู
ก็จะพบว่า
เป็นการ รวบซื้อที่ราคา
1.90 – 200 หุ้น
1.80 – 300 หุ้น
1.70 – 400 หุ้น
1.60 – 500 หุ้น
1.50 – 600 หุ้น
(รวมแล้วเท่ากับว่าเราซื้อทีเดียว 2000 หุ้น ที่ราคา 1.50)
หากพิจารณาดู
ก็จะพบว่า ซื้อได้ถูกกว่าที่ล็อคไว้ (ก็ถือว่าเป็นโบนัสไปครับ)
ส่วนเรื่องที่เงินทุนน้อย
ก็ลองศึกษาหาดูหุ้นราคาไม่เกินสองบาทดูนะครับ
มีหลายตัวที่มีผลประกอบการใช้ได้ ปันผลสม่ำเสมอ
อีกวิธีการหนึ่งก็คือ
การมองไปข้างหน้า
เช่น ในตัวอย่างที่ผมลองทำให้ดู ใช้เงินประมาณ 15000 บาท
แต่คุณมีเงินเพียง 1000 บาท
ก็ให้คุณตั้งเป้าว่า คุณจะลงทุนกับหุ้นตัวนี้ 15000 บาท
เดือนต่อๆ ไป ก็ทยอยเพิ่มเงินลงทุน
- หากหุ้นไม่ลงมาก คุณก็มีเงินเพียงพอได้ซื้อขายทำกำไร
- หากหุ้นลงไปมาก เงินก็จะไม่เพียงพอ
แต่ไม่เป็นไร เดือนต่อไปก็ลงทุนเพิ่มอีก
และก็ยิ่งเป็นเรื่องดี ที่คุณจะได้ซื้อหุ้นในราคาถูกกว่าเดิม
เพราะคุณไม่ได้ซื้อตามที่ล็อคไว้ทุกราคา
(เหมือนที่คุณถามมานั่นแหละครับ)
not easy naka
ขอบคุณค่ะ
ขอคำแนะนำเรื่องหลักการเลือกหุ้นด้วยนะคะ
กลัวว่าซื้อที่ 2 บาท หุ้นอาจลงไปที่ 0.1 บาทได้จริงๆ
หากเลือกหุ้นไม่เป็น ไปเลือกบริษัทที่ไม่ดี
ขอบคุณสำหรับการเผยแพร่หลักการแบ่งเงินลงทุนค่ะ
ตอบคุณ ni นะครับ
จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีความรู้เรื่องการเลือกหุ้นเท่าไหร่หรอกนะครับ
แต่วิธีที่ผมใช้ก็คือ
list รายชื่อหุ้นทุกตัวที่มีอยู่ในตลาด
บันทึกใน Excel โดยกรอกราคา / และอัตราปันผลที่ผ่านมา
ซึ่งใน Excel สามารถสั่งให้เรียงลำดับตามราคา จากน้อยไปมาก จากมากไปน้อยได้
หลังจากเรียงแล้ว
เรามีข้อมูลส่วนของปันผล (ซึ่งบางตัวก็ไม่มีปันผล)
เราก็ อาจจะเลือกตัวที่มีปันผล มาศึกษาดูประวัติของหุ้นตัวนั้น
คือ ดูที่งบการเงิน ดูค่า P/E ดูค่า P/BV มีการปันผลต่อเนื่องมาตลอดไหม
ดูว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร ธุรกิจนี้น่าจะไปได้ไหม
ในงบการเงินก็จะแสดง สินทรัพย์ หนี้สิน
เราก็ดูว่า ถ้ามีหนี้เยอะ มันก็น่าจะเสี่ยงอยู่นะ
ฯลฯ
คือ ข้อมูลพวกนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะเป็นเครื่องรับประกันว่ามันจะดีไปได้ตลอด
แต่อย่างน้อย ก็ช่วยให้เรามีทิศทางในการลงทุน
(ไม่หลงไปอยู่ในพวกหุ้นปั่น ที่บริษัทกำลังจะเจ๊งอยู่แล้ว
แต่ยังมีคนปั่นราคาอยู่ ถ้าเราหลงเอาตัวเองเข้าไป
ไม่ทันไร บริษัทถูกถอนออกจากตลาด มันก็ไปที่ 0.01 แน่ๆ)
การดูข้อมูลพื้นฐานแบบนี้
จะต้องติดตามดูตลอดครับ
ที่ผ่านมาผลประกอบการอาจจะดี
แต่ต่อไปอาจจะแย่ก็ได้
ซึ่งเราก็ต้องเตรียมโยกย้ายไปหาหุ้นที่น่าลงทุนกว่า คือ ต้องมีแผนสำรองไว้เสมอ
ไม่ใช่ว่าลงทุนไปแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลอีกเลย
แบบนั้นก็ไม่ได้การเหมือนกัน
เรื่องการดูผลประกอบการ ดูงบการเงิน
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยนะครับ
และเมื่อเวลาผ่านไป
จะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นครับ
อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจครับ
หนังสือตำราสอนว่า ยิ่งลงให้ขายไป เพื่อลดการขาดทุน
แต่คุณกลับยิ่งซื้อมากขึ้น
ไม่ขาดทุนเยอะเหรอครับ
ถ้ามันไม่ขึ้นมา เจ๊ง หรือทรงตัว ที่ 0.1 บาท
หรือ 10 ปี ถึงจะขึ้นมา 2 บาท
ตอบคุณ Retire Young นะครับ
การเลือกหุ้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ถ้าเป็นหุ้นดี ราคาตกต่ำลงไป ก็ยังจะสามารถกลับมาที่เดิมได้
(หรือถึงมาไม่ได้ ก็ยังสามารถสร้างรายได้ ได้เสมอครับ)
แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ตกไปจนหมดค่าหมดราคา
แสดงว่าตอนเลือกหุ้น คุณไม่ได้พิจารณาว่า
หุ้นตัวนี้ กิจการเป็นอย่างไร แนวโน้มเป็นอย่างไร
และ ถ้าเกิดกรณีหุ้นตกหนักหรือเศรษฐกิจตกต่ำ
ลองศึกษาในอีกหัวข้อหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้แล้วครับ
ผมกลัวๆ ว่าวิธีการแบบนี้จะต้องระวัง ในกรณีของ ITV จะไม่เหลืออะไรเลยนะครับ
สมมุติว่า ผมเลือกหุ้น แบงค์ สีม่วง ล่ะกัน
คิดว่าเป็นหุ้นที่ มั่นคง พอสมควร ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล กับการโดนปั่น หรือ ราคา ตกต่ำ เป็น 10 ปี ถูกมั๊ยครับ
ราคา ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 80.00 บาท ให้ซื้อ 100 หุ้น ถูกมั๊ยครับ
แล้วราคา ถ้าจาก โมเดลเทรด ของคุณ คือให้ซื้ออีก ประมาณ 10 ช่วงราคา หรือ ประมาณ 5% ก็คือ ต่อไปซื้อที่ 75.00 70 65 60 55 50 พอมาถึง ณ ราคา 50 บาท เราจะซื้อต่อไปที่ 47.5 45 42.5 40 ใช่มั๊ยครับ
ผมสมมุติว่าเราไล่ซื้อ จนถึงแค่ ณ ราคา 60 บาทก่อน
ก็จะซื้อทั้งหมด 5 ครั้ง มีหุ้นรวมทั้งหมด 1500 หุ้น ใช้เงินทั้งสิ้น 100,000 บาท ไม่รวม ค่านายหน้า
พอมาถึง ณ ราคา 60 บาท ทีนี้ ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน เพราะเงินเฟ้อเพิ่มสูงมาก จนเกิดเป็น NPL …. ผมจะทำยังไงครับ
ขายออกไปก่อน หรือ ถ้าลงไปก็ หาเงินมาซื้อเพิ่มอีก
ตอบ คุณ Mr. Pumpkin Head ครับ
ถ้าหากพื้นฐานเปลี่ยนไปในระดับที่ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน
(เช่น ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หรือ หุ้นมีโอกาสถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์)
ก็ต้องเปลี่ยนตัวลงทุนครับ
ซึ่งวิธีการอยู่ในหัวข้อ “ถ้าหุ้นลงหนัก”
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/04/changing/
แต่ถ้าพื้นฐานเปลี่ยนไป แต่บริษัทยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราที่พอยอมรับได้
ก็ทำตามระบบนี้ต่อไปครับ
และประเด็นที่ว่า จะขายออกไปก่อนหรือหาเงินมาซื้อเพิ่ม
ระบบนี้ได้สำรองเงินซื้อไว้เพียงพอจนถึงระดับราคาต่ำสุด (คือ 0.01 บาท)
หากมีเงินสำรองประมาณ 100,000 บาท (บวกลบนิดหน่อย)
น่าจะวางแผนแบบนี้ครับ
ราคา * จำนวนหุ้น = จำนวนเงินซื้อ
80*100 = 8000
70*200 = 14000
60*300 = 18000
50*400 = 20000
40*500 = 20000
30*600 = 18000
20*700 = 14000
10*800 = 8000
แต่ถ้าวางแผนในแบบที่คุณยกตัวอย่างมา
คงจะต้องสำรองเงินมากกว่านั้นตั้งแต่ต้น
ผมลองคำนวณดูแล้ว ใช้เงินประมาณ 400,000 บาท
(แต่ถ้าเงินสำรองตั้งแต่ครั้งแรกไม่พอ
นั่นแสดงว่า คุณได้ตั้งใจว่าจะสำรองเงินสำหรับหุ้นตัวนี้ 400,000 บาท ไว้แล้ว
เพื่อให้เป็นไปตามแผน คุณก็ต้องหาเงินมาเพิ่มครับ)
รบกวนเรียนถาม พี่ เอก ครับ
คือผมมือใหม่มากๆอ่ะนะครับ ไม่ค่อยรู้เรื่อง และทุนก็น้อย เพราะพึ่งจะคิดเก็บตังอ่ะนะครับ
ทีนี้ ผมทุนน้อย แต่เรื่องการเสี่ยงไม่ค่อยเครียด ลุ้นบ้างก็มันดีครับ
ทีนี้ผมอยากจะซื้อหุ้น ต้องติดต่อที่ไหนอย่างไรอ่าครับพี่ครับ ถ้าไม่ผ่านโบร๊คเกอร์ได้ไหมครับ
มีที่ไหนซื้อได้บ้าง ผมดูหลักการของพี่แล้ว ผมว่าอัตตราการเสี่ยงน้อยลงดีครับ น่าสนใจ
แบบขายเสื้อผ้า ตัวไหนต้นทุนสูงเราก็ขายกำไรน้อยหน่อย ตัวไหนต้นทุนต่ำก็กำไรเยอะหน่อย ถัวการไปค่าเฉลี่ยก็กำไรปานกลางถึงเยอะ ถือว่าการให้ความรู้ของพี่เป็นประโยชน์
มากสำหรับนักลงทุนใหม่อย่างผม ก่อนจะลงทุนก็อยู่ที่การศึกษาของหุ้นที่เราจะลงทุนเป็นการสำคัญและ+กับการวางแผนว่าหุ้นจะลงมาเท่านี้เราก็ซื้อเท่านี้
ถ้ายังงัยรบกวนขอเบอร์ติดต่อพี่เอกได้ก็ดีครับหรือไม่ได้ ก็รบกวนตอบผมนิดนะครับ
ขอบพระคุณครับ
ตอบคุณ leachmeechai นะครับ
สำหรับการซื้อหุ้นนั้น ต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์ครับ
ลองเข้าไปดูเว็บนี้ครับ เป็นการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต
http://www.ktzmico.com/th/productsandservices/online-broking.aspx
เปิดบัญชีแบบ “บัญชีเงินสด” เลือกวิธีซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต
วงเงินที่ขอเปิดบัญชี เลือกเป็นแบบวางเงินสดล่วงหน้า (Cash Balance)
กรอกข้อมูลเอกสาร
-เปิดบัญชีซื้อขาย ตามลิงค์นี้ครับ
http://www.ktzmico.com/download/th/accountopening/Online_AccountForm_Thai.pdf
-E-devidend สำหรับรับเงินปันผลผ่านบัญชีธนาคาร ตามลิงค์นี้ครับ
http://www.ktzmico.com/download/th/downloadform/E-dividendForm-TH.pdf
-ถ้ามีบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ กรอกหนังสือยินยอมการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต SIPS ด้วยก็ดีครับ สะดวกเวลาโอนเงินเพื่อซื้อขาย ตามลิงค์นี้ครับ
http://www.ktzmico.com/download/th/LetterOfconsent-SIPS.pdf
แล้วก็เซ็นต์รับรองสำเนา บัตรประชาชนและสำเนาบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงิน
(จำนวนก็ตามที่ระบุไว้ในแต่ละชุดเอกสาร)
ส่วนเรื่องเทคนิคการซื้อขาย
คงต้องลองดูในโปรแกรมไฟล์ Excel ประกอบ
ทดลองเล่น ลองสมมุติราคาซื้อขาย
ลองเอาราคาหุ้นย้อนหลังมาทดลองซื้อขายดูครับ
ถ้าสงสัยตรงไหนค่อยถามอีกทีก็ได้นะครับ
ขอบคุณครับพี่เอก แล้วรบกวนถามอีกนิดนะพี่
ส่วนใหญ่ดูการเคลื่อนไหวหรือข่าวหุ้น ทางอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่ติดตามจากเว็บไหนกันครับพี่
ตอบคุณ leachmeechai นะครับ
เรื่องการติดตามข่าวสารต่างๆ
ผมเข้าเว็บพันทิพย์ครับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn
อันที่จริงผมก็ไม่ได้ติดตามสักเท่าไรนักหรอกนะครับ
เพราะข้อมูล อาจจะจริงก็ได้ เท็จก็ได้
ถ้าจะดู
ผมดูเพียงเพื่อจะดูว่า ตอนนี้หุ้นที่มีอยู่กำลังจะถูกถอดออกจากตลาดหรือเปล่า
เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้น เราจะได้รีบเผ่นออกมาให้เร็วที่สุด
แต่ถ้าเป็นเพียงราคาลดลงมากๆ ผมไม่กังวลเลยครับ
เพราะยิ่งหุ้นราคาตกต่ำลงมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งซื้อได้ในราคาถูกมากเท่านั้นครับ
ขอบคุณมากนะครับ พี่เอก ช่วยให้ความรู้ผมได้เยอะเลย ขอบคุณครับ พี