– ลงทุนกับการปลูกต้นไม้ –

กันยายน 2, 2009

..

หากการลงทุนเป็น สิ่งใหม่ สำหรับชีวิตของคุณ
ความกลัวที่จะขาดทุน  เป็นสิ่งที่ฉุดคุณเอาไว้

ระยะเวลายิ่งผ่านไปเนิ่นนานเท่าไร  คุณก็จะเหลือเวลาน้อยลงเท่านั้น

สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้ทำเป็นอันดับแรก
คือ
“ปลูกต้นไม้”

เพราะคุณจะไม่เสียเวลาเลย
ยิ่งนานไป  ต้นไม้ก็จะเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
และต้นไม้นั่นเอง คือ การลงทุนครั้งแรกในชีวิตนักลงทุนของคุณ

คุณจะปลูกไม้ผลก็ได้
คุณจะปลูกไม้เศรษฐกิจก็ได้
คุณจะปลูกไม้ล้มลุกก็ได้
ต้นไม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น

แม้ถ้าหากคุณไม่มั่นใจกับธุรกิจที่คนอื่นสร้างขึ้นมา
สิ่งที่คุณสามารถทำได้โดยเสี่ยงน้อยที่สุดคือ

ซื้อที่ดินเปล่า
แล้วก็ปลูกต้นไม้
หรือถ้าไม่ปลูก ก็เพียงแค่ปล่อยทิ้งให้มันเป็นป่ารกไปเลยก็ได้

สิ่งที่คุณจะได้คือ
ต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน
และมันก็จะมีมูลค่ามากขึ้น

มูลค่าของต้นไม้  เปรียบเหมือนเงินปันผล
ที่ดินที่คุณลงทุนไป ก็ยังเหลือมูลค่า
และปกติแล้วที่ดินมักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ถ้าแม้ว่ามูลค่าของที่ดินไม่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่คุณจะได้จากต้นไม้  ก็คือดอกผลลำต้นของมัน

ถ้าเลวร้ายที่สุด ราคาที่ดินตกต่ำไปกว่าราคาที่คุณซื้อมา
คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุน
เพราะ อย่างน้อยคุณก็มีที่ดินสำหรับให้คุณยืนอยู่บนโลกใบนี้
เป็นที่ๆ คุณมีอิสระที่จะทำอะไรกับมันก็ได้  ตราบใดที่ไม่ไปทำในสิ่งที่รบกวนคนอื่น

ปัญหาก็คือ
คุณไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อที่ดินใช่ไหม

ถ้าอย่างนั้น
คุณก็จงทำอย่างง่ายๆ
มีโอกาสเมื่อใด  ก็หว่านเมล็ดลงไปที่ดินที่เป็นแหล่งสาธารณะ
เช่น ข้างถนนหนทาง สวนป่าสาธารณะ แหล่งน้ำสาธารณะ ที่ดินสาธารณะ
หรือแม้กระทั่ง ที่ดินของใครสักคนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ

ไม่ต้องกลัวว่ามันจะทำให้ต้นไม้ขึ้นระเกะระกะ รกครึ้ม
เพราะต้นไม้นั้น ตัดง่ายกว่าปลูก

ต้นไม้ 1 ต้น  ให้ประโยชน์มากมาย
ไม่ใช่แค่เพียงต่อเจ้าของผู้ที่ปลูกมันขึ้นมา
คนเดินถนนก็ได้อาศัยร่มเงา
สัตว์ต่างๆ สามารถใช้เป็นแหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย
โลกได้ออกซิเจน  ฯลฯ

เรียกได้ว่า
“ไม่มีขาดทุน”

เมื่อคุณได้เรียนรู้
การลงทุนในแบบที่ง่ายๆ

คุณค่อยขยับไปเป็นนักลงทุน
ที่ต้องใช้ความรู้ประสบการณ์ ในภายหลังก็ทำได้

การปลูกต้นไม้ จะสอนคุณอย่างหนึ่ง
คือ
ให้คุณรู้จักการ “รอ”

ถ้าคุณ “รอ” ได้นานพอ
คุณก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่านั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว
พรุ่งนี้  ลองปลูกต้นไม้ดูสักต้นสองต้นนะครับ
ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลังเล
ทำไปเลย

สิ่งที่ต้องรอคอย คือ ผลของมันเท่านั้นครับ

..

– ทฤษฎีจับคนร้าย –

พฤษภาคม 22, 2009

..

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนร้าย จึง ถูกจับ

โดยเฉพาะ พวกที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ที่ทำเงินได้เยอะๆ

เพราะ เมื่อเขาได้เงินมาอย่างง่ายๆ
แม้จะเป็นเงินก้อนโต นับสิบล้านร้อยล้านก็ตาม
แต่เขาจะยังไม่รู้สึกพอ

ให้ไปทำงานอื่น ที่ได้เงินน้อยๆ ก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็นเสียแล้ว
ในเมื่อมีวิธีที่ลงทุนลงแรงน้อยกว่า แต่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ
พวกเขาก็จะหวนกลับไปทำซ้ำๆ ในสิ่งที่เคยทำ

หากคนร้าย สามารถทำเงินได้ก้อนโต แล้ว หยุด
พวกเขาจะไม่มีทางถูกจับได้เลย
เพราะไม่มีเหตุ ให้สาวไปถึงตัวได้อีก

แต่ส่วนใหญ่ คนร้ายไม่เคยทำได้เลย เพราะพฤติกรรมของพวกเขา
ทำให้จะต้องทำแบบเดิมซ้ำๆ สุดท้ายเลยถูกจับจนได้

หากตำรวจล่วงรู้ถึงทฤษฎีข้อนี้
ตำรวจจะจับผู้ร้ายได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
ทำยังไงเหรอครับ
ก็ปล่อยให้พวกเขา หาเงินได้สะดวกๆ
เพียงแต่เฝ้าสังเกตแบบเรื่อยเปื่อย เหมือนไม่สนใจ
คนร้ายเหล่านั้น ก็จะวางใจ แล้วก็ประมาทมากขึ้น
สุดท้ายก็จับได้ไม่ยากเลย

………………

แล้วจะประยุกต์มาใช้กับตลาดหุ้นได้อย่างไร

ก็เลียนแบบคนร้ายสิครับ ไม่เห็นยาก
คนร้าย ทำซ้ำๆ สุดท้ายก็ โดนจนได้
นักลงทุน ก็ทำซ้ำๆ ในวิธีการที่สามารถทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สุดท้าย ก็ประสบความสำเร็จ

ลองหาวิธีที่คุณสามารถทำได้แบบยาวนานนะครับ
วิธีลงทุนแบบไหน ทำได้นานที่สุด
นั่นแหละ วิธีการเลียนแบบ พฤติกรรมของคนร้าย

ระบบ FATS-Revolution ก็เป็นหนึ่งในวิธีเช่นนั้นครับ
ลองศึกษาดู

..

– เรียนรู้จากความผิดพลาด –

พฤษภาคม 21, 2009

..

เราได้ยินกันบ่อยครั้ง ว่า
ก่อนที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ เขาคนนั้นก็จะต้องผ่านความล้มเหลว มาอย่างโชกโชน
แต่ที่เราได้เรียนรู้โดยส่วนใหญ่ กลับเป็นความรู้ ในแบบที่เรียกว่า  “ทำอย่างไร จึงจะถูกต้อง”
ไม่ค่อยมีใครสอนว่า  “อะไรบ้างที่ทำแล้ว ผิดพลาด  และต้องหลีกเลี่ยง”

วันนี้จึงมานำเสนอวิธีการจัดการความผิดพลาด
ผมเรียกระบบนี้ว่า  “Mistake System Management  :  MSM”
วิธีการก็ไม่มีอะไรที่ยากไปกว่า  การ “บันทึก”

เมื่อคุณรู้ว่า  คุณกำลังทำอะไรอยู่
ก็บันทึกไว้เป็น  “ชื่อเรื่อง”
เช่น  “การลงทุน ในตลาดหุ้น”

จากนั้น  ก็เริ่มต้น บันทึกความผิดพลาดทุกชนิดที่ เคยมีคนอื่นพูดถึงเอาไว้
จำแนกออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถทำได้

สิ่งใดที่พอจะขุดหาความผิดพลาดออกมาได้  ก็จงทำขั้นตอนนี้เป็นอันดับแรก
หากทำเต็มที่แล้ว  ไม่สามารถหาข้อผิดพลาดได้อีกแล้ว  ก็เอาเท่านั้นก่อน
พยายามพลิกดูความผิดพลาดเหล่านั้น บ่อยๆ ซ้ำๆ  โดยเฉพาะอะไรที่ผิดพลาดแล้วทำให้เสียหายมาก
สิ่งนั้นต้องทบทวนให้มากที่สุด

และ เมื่อใดก็ตามที่คุณทำอะไรลงไปแล้ว เกิดความผิดพลาด นอกเหนือจากที่เคยมีบันทึกเอาไว้
ก็ให้คุณบันทึกความผิดพลาดนั้น  ลงไปเพิ่มจากที่มีอยู่เดิม

ต่อไป เราจะได้เห็น  หนังสือในแนวที่เรียกว่า
“ความผิดพลาด  ในการ ………….”

เช่น
“ความผิดพลาด  ในการลงทุนในตลาดหุ้น”
“ความผิดพลาด  ในกระบวนการผลิต ….”
“ความผิดพลาด  ในการปลูกข้าว”
“ความผิดพลาด  ในการลงทุนทำปศุสัตว์”

และสิ่งเหล่านี้นี่แหละ  จะช่วยลดความผิดพลาดของคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
เป็นการลดต้นทุน  ลดความสูญเสียจากความไม่รู้  ไปได้อย่างมากมาย

และคุณก็ควรนำระบบนี้   ไปใช้กับการก้าวสู่เส้นทางของนักลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยเช่นกันครับ

..

– ลงทุนอย่างมีความสุข –

ธันวาคม 25, 2008

ไม่มีประโยชน์
ถ้าการลงทุน ทำให้คุณกังวลจนนอนไม่หลับ
เพราะเป็นการลงทุนที่ทำให้คุณทุกข์ใจ จากการที่กลัวจะต้องสูญเสียเงินไป

ความจริงแล้ว สิ่งแรกที่ต้องคิดเกี่ยวกับการลงทุน หรือ ก่อนจะลงทุนด้วยซ้ำ
นั่นก็คือ
คุณได้ปล่อยให้เงินของคุณได้ทำประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย

ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง
มันจะไม่ทำให้คุณทุกข์ใจได้เลย
เพราะคุณรู้เสมอว่า เงินของคุณได้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าขึ้นมา
เงินของคุณกำลังออกไปทำประโยชน์กับคนอื่น
ค่าของเงิน มันเกิดขึ้นจาก (ประโยชน์) ที่มันมี
หาใช่มูลค่าที่ตราอยู่ในกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง

กว่าที่คุณจะได้เงินมา 100 บาท
คุณต้องเสียเหงื่อ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเท่าไหร่
งานที่มีประโยชน์นั้น  จึงแปลงรูปมาเป็นเงิน

คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะนำแรงงานที่ได้ทุ่มเทลงไป
และกลายมาเป็นผล คือ เงิน
นำมันออกไปใช้จ่าย ซื้อหาความสุขให้กับตัวเอง

ได้เงินมา 100 ก็ซื้อสิ่งต่างๆ ไปหมดทั้ง 100 บาท
แล้วก็ออกไปทำงานใหม่ เพื่อให้ได้เงินก้อนใหม่มาใช้จ่าย

แต่สำหรับนักลงทุน
เขาอาจจะใช้เพียง 80 บาท
ส่วนอีก 20 บาท  เขาจะไม่ใช้มัน
เขาเอาไปลงทุน   เอาไปสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นก่อน
แม้ว่าถ้าหากขาดทุนไปหมดทั้ง 20 บาท
เขาก็ยังมีความสุข ที่เงิน 20 บาทนั้นได้สร้างประโยชน์กับคนอื่นไปแล้ว

การได้ใช้เงินเพียง 80 บาท
ไม่ได้ทำให้ชีวิตของนักลงทุนลำบากขึ้นเลย
เพราะเงิน 80 บาทที่เขาใช้ไปนั้น ก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของเขาแล้ว
เงิน 20 บาท จึงเหลือไปให้กับการลงทุน

แต่โดยธรรมชาติของการสร้างประโยชน์เพื่อคนอื่น
มันจะไม่มีอะไรสูญหายไป
เงิน 20 บาท ที่ทำประโยชน์ไปแล้วนั้น
ก็มักจะได้ดอกได้ผลออกมาบ้างไม่มากก็น้อย
และโดยธรรมชาติอีกเช่นกัน
มันก็จะสร้างผลตอบแทน มากกว่าที่ลงทุนไปเสมอ

แล้ววันหนึ่งที่ ดอกผลของเงินลงทุนมากพอสำหรับการใช้ชีวิต
โดยไม่ต้องตื่นไปทำงานทุกๆ วัน
วันนั้นคุณก็เพียงแค่เก็บเกี่ยวประโยชน์จากแรงงานที่คุณได้ทุ่มเทไปตั้งแต่แรกเท่านั้น

นี่คือ การลงทุนอย่างมีความสุข ที่คุณเองก็ทำได้หากเข้าใจมันจริงๆ

– อย่าเชื่อคนอื่น –

ตุลาคม 19, 2008

..

พูดถึงเรื่องการลงทุนแล้ว
เรามักได้ยินเสมอๆ ว่า

เงินของเรา  เราเป็นผู้ตัดสินใจเอง
ได้กำไร ก็อยู่ที่เรา
ขาดทุน ก็อยู่ที่เรา
ให้เชื่อตัวเอง อย่าเชื่อคนอื่น

แต่ผมจะพูดในมุมที่แตกต่างออกไป
คือ อย่าเชื่อตัวเอง อย่าเชื่อคนอื่น

เพราะอะไร
เพราะถ้าเชื่อผู้อื่น แล้วเกิดผิดพลาดขาดทุนขึ้นมา
จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า  “ไม่น่าเชื่อคนนี้เลย”
ถ้าเชื่อตัวเอง แล้วขาดทุนยังจะดีกว่าเชื่อคนอื่น

แต่ความจริงแล้ว
คุณแค่รับฟังความคิดของคนอื่นมา
แล้วคุณนั่นแหละเป็นผู้ตัดสินใจเอง
ไม่ใช่เพราะคุณเชื่อเขาหรอกนะครับ
แต่เป็นเพราะคุณเชื่อตัวเองต่างหาก ว่าน่าจะเป็นอย่างที่เขาพูด
ความหมายก็คือ
ข้อมูลที่คุณได้มาจากคนโน้นคนนี้
สุดท้าย  คุณไม่ได้เชื่อคนอื่นหรอก
เพราะคุณเชื่อตัวเองต่างหาก
คุณจึงตัดสินใจออกไปแบบนั้น

เมื่อผลออกมาทำให้ขาดทุน
คุณก็จะโยนความผิดไปให้คนอื่น
แท้จริง มันเป็นการตัดสินใจของตัวเองทั้งนั้น

ผมจึงอยากแนะนำว่า
“อย่าเชื่อตัวเอง  และ อย่าเชื่อคนอื่น”

เพราะถึงเชื่อตัวเอง ก็อาจผิดพลาดได้พอๆ กับ เชื่อคนอื่นเหมือนกัน

แล้วจะให้เชื่อใครล่ะ ???

คำตอบก็คือ
เชื่อใน ธรรมชาติ

ยังไง ???

ธรรมชาติก็คือ
ยิ่งคุณ “โลภ” เท่าไหร่
คุณก็จะยิ่ง “สูญเสีย” เท่านั้น

ยิ่งคุณ “ให้” ออกไปเท่าไหร่
คุณก็จะยิ่ง “ได้” มากเท่านั้น

นี่แหละสิ่งที่ควรเชื่อ

เมื่อคุณเข้าใจหลักการข้อนี้แล้ว
การลงทุน
ก็คือ การให้นั่นเอง

เพราะถ้าคุณเก็บเงินไว้ในไห  ฝังดินเอาไว้
ไม่มีใครได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่คุณมี
สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรจาก เศษเหล็กเศษกระดาษที่ไร้ค่า

ถ้าคุณลงทุนหวังว่าจะได้เงินของคนอื่น
ก็ไม่ต่างจากการคิดหาทางเอาเปรียบเขา
เงินที่ลงทุนไป ก็ไม่ต่างจากการเล่นการพนัน

แต่ถ้าคุณลงทุน  หวังให้เงินของคุณได้สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น
นั่นแหละ ผลที่คุณจะได้รับ  มันมาจากตรงนี้
ธรรมชาติของเงิน มันเป็นแบบนี้

เมื่อใดก็ตาม
ที่คุณเข้าใจ เข้าถึงธรรมชาติข้อนี้แล้ว

อิสรภาพทางด้านการเงินก็เริ่มต้นกับคุณขึ้นเมื่อนั้นเช่นกัน

..

– ให้ เงิน ทำงานแทน –

กันยายน 7, 2008

..

หัวข้อบทความวันนี้ เปรียบไปแล้วก็เข้ากันได้กับคำว่า  “ลงทุน ลงแรง”

เพราะ
เมื่อเรา “ลงแรง”  ผลที่ได้คือ ค่าจ้าง หรือ ผลตอบแทน
การลงแรง  คือ การใช้ความสามารถของเรา ไปกับ (การทำงาน)
หากมองอย่างเข้าใจ ก็คือ  การใช้ศักยภาพที่มีอยู่
ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นนั่นเอง

บางคนลงแรง แล้วได้ค่าจ้าง เป็นเงินเดือน ๆ ละสองหมื่นสามหมื่นบาท ฯลฯ
บางคนลงแรง แล้วได้ค่าจ้าง เป็นรายวัน วันละ สามร้อย ห้าร้อย พัน สองพันบาท ฯลฯ
ค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน อยู่กับว่า เราทำประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน

แล้วการลงทุน ต่างจากลงแรงอย่างไร ???
ต่างกันตรงที่
แทนที่เราจะใช้ตัวเราเองทำงาน  แต่เรากลับใช้ให้ เงิน ทำงานแทน
เช่น
บางกรณีเราลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท
แล้วได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท (2% ต่อเดือน)
เปรียบไปแล้ว
ก็คล้ายกับว่า  เงิน 1 ล้านบาทนั้น
เป็นตัวแทนของเราที่จะออกไปทำงาน
และเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นเท่าๆ กับการที่เราทำงานที่ควรจะได้รับค่าจ้าง เดือนละ 20,000 บาท
เขาจึงจ่ายผลตอบแทนกลับมาให้เราเดือนละ 20,000 บาท

หากต้องการให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น
เราก็ต้องพยายามให้เงินทำงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น
จึงต้องเลือกกิจการที่จะเข้าไปร่วมลงทุนที่คุณคิดว่า
เงินของเราจะได้สร้างประโยชน์ต่อคนอื่นได้มากๆ

เมื่อเวลาผ่านไป
ผลตอบแทนที่คุณได้รับเข้ามา  จะเพิ่มขึ้น
หากนานพอ  ก็อาจเทียบเท่าได้ว่า คุณมีคนทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองคน สามคน … ร้อยคน พันคน

มุมมองอย่างนี้
ช่วยให้ลงทุนได้อย่างมีความสุข
เพราะเงินทุกบาทที่เราปล่อยให้มันได้ทำงานแทนเรา
ล้วนแต่สร้างประโยชน์แก่คนอื่น

มากกว่า เพียงแค่คิดที่จะได้ (ส่วนต่าง) ของราคา จากการเก็งกำไร
เพราะแบบนี้ เป็นการมอง เงิน และ การลงทุน
ว่าเป็นเพียง เกมๆ หนึ่งเท่านั้น
ซึ่งเป็นความคิดในมุมของ (กำไร ขาดทุน)
แทนที่จะเป็นการให้โอกาสที่เงินจะสร้างประโยชน์ให้คนอื่น
สุดท้าย มักลงเอยด้วยการ ขาดทุน

ธรรมชาติของการที่ (อยากได้) เข้ามา  มักจบลงด้วยการ (สูญเสีย) ออกไปมากกว่า
ธรรมชาติของการ (ให้) ออกไป  มักจบลงด้วยการ (ได้รับ) กลับคืนมามากกว่า

ดังนั้น
หากคุณคิดจะเป็น นักลงทุน
คุณก็จงคิดว่า  คุณให้เงิน เป็นตัวแทน ในการออกไปทำงาน ไปสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น
แล้วคุณก็จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าในภายหลัง

..

– เลือกหุ้นอย่างไรดี –

พฤษภาคม 31, 2008

..

การลงทุน เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้
ต้องดูแลเอาใจใส่
พอโตขึ้นมาหน่อย จะปล่อยทิ้งปล่อยขว้างมันก็ยังโตต่อไปได้
จึงไม่มีสูตรสำเร็จในการเลือกหุ้นตัวไหนดี
เพราะทุกตัวก็เสี่ยงในแบบของมัน
ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามดูแลอย่างดี
หากหุ้นตัวนี้กำลังไปได้ดี ก็อาจจะเพิ่มการลงทุน
หากหุ้นตัวนี้กำลังย่ำแย่ ก็อาจจะลดการลงทุนลงได้  ไม่มีอะไรตายตัว

แต่เพื่อให้การลงทุนแล้วได้ผลดี ได้ผลตอบแทนมากเพียงพอ
ต้องพิจารณาว่า
กิจการที่เราลงทุนไปนั้น
ช่วยให้ผู้คน มีชีวิตที่ดีขึ้นไหม
มีคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นมากไหม
คือ
ถ้ามีคนได้ประโยชน์จำนวนมาก
กิจการนั้นก็จะได้รับผลตอบแทนมามากเป็นธรรมดา

หรือสิ่งที่เราลงทุนไปนั้น ทำลายคนอื่นไหม
หากทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของคนอื่น
ก็แสดงว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่น่าลงทุน

เราอย่ามองเพียงตัวเลขทางบัญชีที่เพิ่มขึ้นมา
เพราะบางอย่างที่เราลงทุนไปนั้น
ก่อให้เกิดผลร้ายต่อคนอื่นในจำนวนมาก
กิจการนี้ก็คงจะล้มหายตายจากไปไม่ช้าก็เร็ว

ยกตัวอย่าง
กิจการน้ำเมาทั้งหลาย
แม้ว่ามันจะสามารถทำเงินได้มหาศาล
ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ตเด็ดขาด
(ส่วนคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร ก็ตามแต่ใจของคุณ)

หรืออย่างตอนนี้ เรื่องหวยบนดิน
จะมีบางบริษัทที่ได้ประโยชน์จากโอกาสตรงนี้
แต่ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว
คนได้ประโยชน์น้อย
เพราะนอกจากไม่ได้แก้ปัญหา (เรื่องหวยใต้ดิน เรื่องนิสัยนักพนันของคนไทย)
กลับไปส่งเสริมปัญหาให้มากขึ้น
สิ่งใดที่เห็นว่าเป็นปัญหา  ต้องเริ่มต้นที่จะแก้ไข  อีกร้อยปีสำเร็จก็ยังมีวันเริ่ม
แต่การหมกปัญหาไว้  เปรียบเหมือนกับการกวาดบ้าน แล้วเห็นขยะหยากเหยื่อกองอยู่
ก็เอาไม้กวาด ปัดเข้าไปไว้ใต้เตียง
เมื่อไหร่ห้องจะสะอาด

อย่างในตัวอย่างนี้ ผมก็จะไม่เลือกหุ้นตัวนี้เข้ามาในพอร์ต
(ถ้าเคยมีอยู่ก็จะเอาออกจากพอร์ตด้วยเช่นกัน แม้ว่าราคามันจะไปได้อีกไกลโข)

ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ
คนที่ได้เงินเดือนสูงๆ
มักมาจากความสามารถที่เขาทำประโยชน์ต่อผู้คนได้มาก (หรือต่อองค์กรได้มาก)

ธุรกิจต่างๆ ก็เช่นกัน
ธุรกิจที่เติบโตสูง ก็มาจากประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับนั่นเอง
ยิ่งลูกค้าได้รับประโยชน์ฺมากเท่าใด  ผลตอบแทนสู่ผู้ลงทุนก็มากเท่่านั้น
นี่เป็นหลักธรรมชาติง่ายๆ

คุณจึงต้องเป็นผู้พิจารณากันเอาเองว่า
หุ้นตัวไหน เป็นหุ้นที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากๆ
เพราะสิ่งทึ่คุณมอง อาจจะตรงข้ามกับที่ผมมองก็ได้ครับ

..

– ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า ไม่ลงทุน –

พฤษภาคม 19, 2008

..

เช่นเดิมครับ
อยากตั้งหัวข้อว่า  “การลงทุนมีความเสี่ยง  แต่การไม่ลงทุนเสี่ยงยิ่งกว่า”
แต่มันจะยาวไป
ก็เลยกลายเป็น “ลงทุนเสี่ยงน้อยกว่าไม่ลงทุน”

………..

ลองคิดดูว่า นักลงทุน ปกติแล้วมีรายได้กี่ทาง
และคนที่ไม่มีการลงทุน มีรายได้กี่ทาง

คงไม่ซับซ้อนอะไรใช่ไหมครับ
คนทำงานประจำส่วนใหญ่ มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว

แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ มีรายได้หลายทาง
จากงานประจำบ้าง  จากธุรกิจส่วนตัวบ้าง จากการลงทุนในธุรกิจของคนอื่นบ้าง

เพียงเหตุผลข้อเดียวนี้ ก็น่าจะรู้ว่า
คนที่มีช่องทางการมาของรายได้ทางเดียว ย่อมเสี่ยงกว่าคนที่มีหลายช่องทาง

แต่เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ
คนลงทุน  มักจะมีเงินสำรองเสมอ
แต่คนที่ไม่ได้ลงทุน มักใช้เงินหมดทุกเดือน บางเดือนติดลบ
(ยกเว้นบางคนที่ออมเงินได้นะครับ)

อีกเหตุผลหนึ่ง สำหรับคนที่ออมเงินอย่างเดียว แต่ไม่ได้ลงทุน
นั่นก็คือ อัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อ มักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย
ยิ่งเวลาผ่านไป ค่าเงินที่มีอยู่ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ

คนที่ลงทุน ยังมีโอกาสทำกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง
แต่คนที่ออมเงินอย่างเดียว จะมีแต่ขาดทุน  (จากอัตราเงินเฟ้อ)
จึงเรียกได้ว่า คนที่ลงทุน เสี่ยงน้อยกว่า คนที่ไม่ได้ลงทุน

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบง่ายๆ
มีคนสองคน ทำงานประจำเหมือนกัน เงินเดือนเท่าๆ กัน
มีรายจ่ายพอๆ กัน

คนแรก ไม่มีการลงทุนอะไรเลย
คนที่สอง  ได้ลงทุนซื้อต้นมะม่วงมาปลูก

เวลาผ่านไป คนที่สองได้ผลจากมะม่วงที่ปลูกไว้
จึงสามารถลดรายจ่ายจากค่าซื้อมะม่วงมากินไปได้มาก
ส่วนคนแรก  ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อมะม่วงมากิน
(เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆ)

ใครเสี่ยงกว่า
ระหว่างคนลงทุนกับคนไม่ได้มีการลงทุน

คงได้คำตอบแล้วนะครับ

และหากนักลงทุน มีวิธีรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ก็ยิ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงลงไปได้อีก

ลองศึกษาระบบ FATS-Revolution ดูนะครับ
อาจจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้บ้าง
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/

..

– ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน –

พฤษภาคม 15, 2008

ต่อเนื่องกันจากหัวข้อ “ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน”
มาสู่หัวข้อ “ไม่มีความรู้เรื่องลงทุน”

ความจริงอยากตั้งชื่อหัวข้อว่า “ยิ่งไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน ยิ่งต้องรีบลงทุน”
แต่มันจะยาวเกินไป
ก็เลยตั้งหัวข้อแบบนี้แหละครับ

…………………..

เพราะความรู้นั้น ได้จากการแสวงหาความรู้
โดยปกติแล้ว มีหนทางที่จะได้ความรู้หลักๆ อยู่ 2 วิธี
คือ
1. ศึกษาจากผู้อื่น
2. ศึกษาจากประสบการณ์ของตัวเอง

ธรรมชาติของคนเราคือ กลัว
กลัวความเสี่ยง กลัวขาดทุน กลัวเจ๊ง กลัวหมดตัว
ยิ่งกลัว ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

เมื่อไม่ก้าวออกไปสู่หนทางของนักลงทุน
ก็เลยปิดโอกาสตัวเองที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน
สุดท้ายก็วนเวียนอยู่กับความไม่รู้เรื่องการลงทุนเหมือนเดิม

แต่ถ้าเริ่มที่จะก้าวไปสู่หนทางของนักลงทุน
สิ่งที่ทุกคนต้องทำ (โดยอัตโนมัติ) ก็คือ
เริ่มต้นศึกษาหาความรู้ (จากผู้อื่น) ที่ได้เขียนได้บันทึกได้บอกเล่าเรื่องราวออกมา
เริ่มต้นอ่านหนังสือ เริ่มต้นหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต หรือพบปะพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์

แต่นั่นยังไม่ใช่ความรู้ที่เพียงพอจะเอาตัวรอดได้

เพราะความรู้ที่จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดได้  ก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ

ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุน
ในกิจการงานทุกสาขาอาชีพ  คนที่ทำงานได้ ก็เพราะเขามีความรู้อยู่กับตัวเขาเอง
หมอท่องตำราได้หมด ก็ใช่ว่าจะผ่าตัดคนไข้ได้
แต่เป็นเพราะ หมอมีประสบการณ์ในการผ่าตัด จึงมีความรู้ด้านการผ่าตัดอยู่กับตัวเอง

วิศวกรก็เช่นกัน
ไม่ใช่ว่าเข้าใจเนื้อหาในตำราแล้วจะสามารถสร้างตึกระฟ้าได้ทันที
แต่ต้องเกิดจากประสบการณ์ที่เคยสร้างตึกสองสามชั้น ขยับไปเป็นห้าชั้นสิบชั้น
ขยับขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถสร้างตึกเป็นร้อยๆ ชั้นได้
นี่คือประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวของเขา

การลงทุนก็เป็นแบบนั้น
คุณอาจจะหาอ่านตำราจนจบหมด คุณอาจจะค้นอินเตอร์เน็ตจนไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้สนใจ
แต่นั่นก็เป็นความรู้ของคนอื่น ไม่ใช่ความรู้ของคุณเอง

ความรู้ที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณ ต้องเกิดจากประสบการณ์โดยตรง
และความรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคุณยังไม่เริ่มต้นลงทุน

ก็ต้องพูดซ้ำอีกทีว่า
เมื่อคุณเริ่มต้นลงทุน  สิ่งที่จะตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ
คุณจะเริ่มต้นเรียนรู้  ทั้งจากคนอื่น และ จากตัวเอง

และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว หรือความสำเร็จ
มันจะเป็นสิ่งที่สอนคุณเองว่า จะทำอย่างไร จะมีวิธีรับมือกับตลาดหุ้นได้อย่างไร
ยิ่งคุณเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ประสบการณ์ของคุณก็จะมากเท่านั้น
ยิ่งคุณเสียเวลาไปกับความกลัวที่จะเริ่มต้นเท่าไหร่ คุณก็จะขาดประสบการณ์ไปเท่านั้นเช่นกัน

วิธีการที่ผมจะแนะนำก็คือ
การเริ่มต้นแบบเล็กๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป
คุณอาจจะแบ่งเงินส่วนเล็กน้อยทยอยเข้ามาในตลาดหุ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยง
แม้จะเจ็บตัวก็ถือว่าเป็นประสบการณ์
ไม่ถึงขั้นหมดตัว

และก็อยากให้ลองศึกษาวิธีการของระบบ FATS-Revolution ดูครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/

– ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน–

เมษายน 27, 2008

เป็นเรื่องจริงที่ว่า การลงทุนนั้น  ต้องใช้ทุนจำนวนมาก
เพราะหากมีเงินทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้ ก็ย่อมจะน้อยเช่นกัน

ลองเปรียบเทียบนักลงทุนสองคน  ที่ลงทุนไปในหุ้นตัวเดียวกัน
คนแรก : ลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท
คนที่สอง : ลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาท

ถ้าหุ้นตัวนี้ดำเนินงานเกิดผลกำไร และจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 10%
คนแรก จะได้เงินปันผล 1,000 บาท
คนที่สอง จะได้เงินปันผล 1 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบกันอย่างนี้
คนแรก ได้เงินปันผลเพียง 1,000 บาท  ก็ไม่พอจะซื้อข้าวของบางชิ้นด้วยซ้ำ
แต่ คนที่สอง สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผลเพียงอย่างเดียว (ไม่ต้องทำงานอื่นก็ได้)

หากมองในแง่ความคุ้มค่าของเงินและเวลาที่ลงทุนไป
จึงอาจมองได้ว่า คนแรก ใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า
ส่วนคนที่สอง ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากกว่า

แต่เราจะรู้หรือไม่ว่า
กว่าที่คนที่สอง จะมีเงินลงทุนถึง 10 ล้านบาทนั้น
เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงมาถึงจุดนั้นได้

อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้ ผ่านการลงทุนมาจากรุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นได้
ซึ่งตอนนั้น คงจะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เช่นกัน

หรือ
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บหอมรอมริบมาในช่วงชีวิตของนักลงทุนคนนี้เอง

การที่มีเงินทุนน้อย
อาจจะดูหมดหวัง ในหนทางของการลงทุน (ในยุคทุนนิยมแบบนี้)
แต่ความจริงนั้น เราต้องมองออกไปในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
นั่นก็คือ
ยิ่งมีเงินทุนน้อยเท่าไหร่  ก็ยิ่งจะต้องรีบเร่ง ศึกษาหาทางลงทุนให้เร็วที่สุด

วงจรของคนที่มีเงินทุนน้อย มักจะอยู่ในรูปแบบนี้
คือ
ทำงาน –> รับเงินเดือน –> ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน

และก็วนซ้ำอยู่อย่างนี้
จึงแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรได้เลย

ปัญหาไม่ใช่เพราะมีรายได้น้อย
แต่ปัญหาอยู่ที่ การไม่มีวิธีการที่จะลงทุน
และปัญหาอยู่ที่ การมองว่าลงทุนด้วยเงินน้อยๆ นั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป
(สู้ทำงานรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ไม่ได้)

เมื่อมองไม่เห็นช่องทางที่จะลงทุน และ ไม่คิดจะลงทุน
ก็เป็นเหตุให้ไม่คิดจะอดออม
ใช้ชีวิตแบบ รายได้ เท่าๆ กับรายจ่าย แบบเดิมซ้ำๆ

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม
เขาเริ่มคิดได้ว่า
หากได้เริ่มต้นสะสมเงิน และเริ่มต้นลงทุน  โดยเริ่มต้น ตั้งแต่วันนี้
แม้จะเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อย
แต่ก็จะเป็นกำลังใจ ให้พยายามอดออมมากขึ้น ลดรายจ่ายลง
เงินลงทุน ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป

แม้เงินลงทุนจะน้อย
ผลตอบแทนก็ยังน้อย
แต่มันก็เป็นผลที่เกิดขึ้น  จากการที่ (เงินเริ่มต้นทำงานแทนเรา)
ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ ก็ยังสร้างรายได้ให้เข้ามา เป็นปกติเหมือนเดิม
แม้ปันผลที่ได้เพียง 1,000 บาท
แต่มันก็เป็นเงินที่เพิ่มขึ้นจาก 10,000 ไปเป็น 11,000

และกว่าที่เงินลงทุน จะเพิ่มขึ้นจนเป็นล้าน เป็นสิบล้าน เหมือนอย่างคนที่สอง
จึงอาจต้องใช้เวลาที่นานมาก
(อาจใช้เวลาถึง 30 ปี หรือนานกว่านั้น)
เมื่อเห็นว่าต้องใช้เวลานานมากเท่าไหร่  ก็เลยยิ่งต้องรีบเร่งที่จะเริ่มต้นลงทุนเท่านั้น

เพราะยิ่งเวลาผ่านไปมาก แต่ยังไม่มีการเริ่มต้นสักที
ก็ยิ่งจะทำให้เสียเวลามากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเสียเวลามากเท่าไหร่  ก็แสดงว่าเราใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น

ส่วนคนที่มีเงิน 10 ล้าน
แม้เขาจะไม่ได้นำมาลงทุน ณ ตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร
เพราะเพียงดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้  ก็อาจจะมากพอในการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายได้แล้ว

เหตุนี้ ผมจึงสนับสนุนให้คนที่มีเงินทุนน้อย
เริ่มต้นศึกษา และเริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

(และตลาดหุ้นนี่แหละ เป็นแหล่งให้คนที่มีทุนน้อย ได้มีโอกาสเริ่มต้น)

……………………………………………………………………………………………………..

ศึกษาการลงทุนด้วยระบบ FATS-Revolution ที่ลิงค์นี้ครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/03/29/มาลงทุนในหุ้น-กันนะครับ/

……………………………………………………………………………………………………..

– การลงทุน กับ การทำบุญ –

เมษายน 17, 2008

การลงทุน คือ การวางแผนทางการเงินของวันนี้  เพื่อ ผลในอนาคต
การทำบุญ คือ การทำความดีในวันนี้ ก็เพื่อ ผลในอนาคต
(แต่การทำบุญที่ดีที่สุด ก็คือ การทำโดยไม่หวังผล)
และผลของบุญ เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เริ่มทำอีกด้วย

เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถวางใจในการลงทุน ได้เหมือนกับการทำบุญได้
เมื่อนั้นความสุขจากการลงทุนก็เกิดขึ้นแล้ว

เวลาเราทำบุญทำทาน เป็นช่วงที่เราได้ สละ
และการสละนั้น หากทำถูกต้อง จะไม่มีหวังผล ว่าจะได้กำไร หรือ ขาดทุน
เพราะการสละ คือ การให้ในสิ่งที่เรามีออกไป

หากใครทำบุญเท่านี้ แล้วหวังผลว่า ชาติหน้าจะได้มากกว่านี้  นั่นทำบุญไม่ถูกแล้ว
ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล  ได้ผล แต่ ได้ผลน้อย

วิธีวางใจในการลงทุน
หากคิดว่านี่เป็นการทำบุญ ก็คงจะยอมรับกันไม่ได้
แต่ลองคิดว่า นี่เป็นการให้คนได้ยืมเงินเราเอาไปหมุนเวียนลงทุนในกิจการของเขา
เมื่อเขามีผลกำไร เขาก็จะคืนเงินที่เราให้ยืมไปนั้น กลับคืนมา อาจจะได้ดอกเบี้ยปันผลมาด้วย

คือ เงินของเรา ยังไงเสีย มันก็เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเรา
มันก็ไม่ได้หายไปไหน จนกว่าเราจะได้นำมาใช้
เพียงแต่เขายังไม่คืนเท่านั้นเอง

ถึงอย่างไร สักวันมันก็จะกลับมาตอบแทนกลับคืนอยู่นั่นเอง

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมที่จะทำบุญกันบ้างนะครับ
และการทำบุญกับพ่อแม่ของเรานี่แหละ ประเสริฐที่สุด

ความสุขก็เกิดขึ้นทันทีที่ได้ทำ
(หากคุณไม่เชื่อ ก็ลองส่งเงินกลับบ้านดูสิครับ
คุณจะรู้สึกมีความสุขอย่างที่ผมบอกไหม)

หากว่าพอจะมีเงินเหลือเก็บพอจะลงทุน
จะไม่สามารถส่งเงินให้กับพ่อแม่ ก็คงจะไม่น่าจะใช่

แต่ก็ทำพอประมาณครับ
เพราะเราก็ยังต้องสำรองเงินสำหรับชีวิตตัวเองด้วย
ไม่อย่างนั้น ก็ทำให้ตัวเองเดือดร้อนอีก
แทนที่จะได้บุญ กลับจะได้บาป (คือทุกข์ใจ) แทนเสียอีก

ส่วนใครที่ได้ทำอยู่แล้ว ก็คงจะรับรู้ผลกับตัวเองอยู่แล้วนะครับ

มีใครพอจะยืนยันว่า การทำบุญกับพ่อแม่
แล้วทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองไม่ตกอับ
ก็ลองแชร์ให้เพื่อนๆ คนอื่นได้รับรู้ ใน comment ได้นะครับ

– หุ้น กับ เศรษฐกิจพอเพียง (มีเหตุผล) –

เมษายน 16, 2008

หลักของเศรษฐกิจพอเพียง คือ
1. มีเหตุผล
2. พอประมาณ
3. ภูมิคุ้มกัน

บางท่านกระโดดเข้าไปในหุ้นที่กำลังมีราคาสูงขึ้น และสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
เมื่อกลับไปดูค่า P/E (Price per Earning Ratio) ของหุ้นตัวนั้น
พบว่ามีค่าสูงถึง เกือบ 100  (หรือบางทีอาจจะมากกว่า)
ทั้งๆ ที่ หากได้ศึกษาสักนิดจะรู้ว่า หุ้นที่น่าลงทุนนั้น
ควรจะมีค่า P/E ต่ำๆ
ต่ำแค่ไหนดี ???
ผู้รู้หลายๆ ท่าน บอกว่า ถ้าต่ำกว่า 10 ก็น่าจะดี
แต่ถ้าไม่เกิน 20 ก็นับว่าใช้ได้
(ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบอย่างอื่นด้วย)

แต่หุ้นบางตัว P/E สูงขึ้นไปแตะหลักร้อย
แต่ก็มีคนจำนวนมากกระโจนเข้าไป
โดยลืมคิดไปว่า P/E ที่สูงขนาดนั้น
หากคิดผลตอบแทนเงินปันผล  อาจจะน้อยกว่าฝากธนาคารด้วยซ้ำไป
แต่ความเสี่ยงกลับสูงกว่าเงินฝากในธนาคารมากมายนัก

อย่างหุ้นตัวหนึ่ง ราคาประมาณ 1.50 บาท  ปันผล 0.04 บาท/หุ้น (หรือ 2.67%)
P/E = 1.50/0.04 = 37
เพียง P/E ระดับนี้ ก็ไม่น่าลงทุนแล้ว

ถึงแม้ว่าธุรกิจจะเติบโตขึ้นมากถึงสองเท่า  (ที่สามารถปันผลได้ถึง 0.08 บาท/หุ้น)
แต่หากราคาหุ้นสูงขึ้นไปสี่เท่า  (ประมาณ  6 บาท)
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = 1.33%
P/E = 6/0.08 = 75

ดูแล้วหุ้นตัวนี้น่าลงทุนไหม

สำหรับผมแล้วคิดว่า ไม่น่าลงทุน
เพราะผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ลองพิจารณาดูว่า หากคุณเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 6 บาท 
(กับปันผลที่อาจจะได้เพียง 1-3% ต่อปี)
หุ้นที่ขึ้นมาจาก 1.50 ไปที่ 6 บาท
ก็มีความเสี่ยงที่หุ้นจะตกจาก 6 บาท มาอยู่ 5 บาท มีความเป็นไปได้สูงมาก
ราคาหุ้นลดลงถึง 16.67%

ถ้าตกจาก 6 บาท มาที่ 4 บาท
ราคาหุ้นลดลงถึง 33.33%

ถ้าตกจาก 6 บาท มาที่ 3 บาท
ราคาหุ้นลดลงถึง 50%

คิดดูว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดแบบนี้

คำตอบก็คือ เป็นไปได้มากทีเดียว
เพราะต้นทุนของรายใหญ่  อยู่ที่ 1.50 หรือต่ำกว่า
การลากขึ้นไป 6 บาท แล้วทุบกลับลงมาที่ 3 บาท  ก็ยังมีกำไรถึง 100%
และที่ราคาระดับนั้น (3 บาท)  P/E =3/0.08 = 37.5
ก็ดูดีกว่าที่ P/E = 75

คุณยอมแลกกับความเสียหายหลายสิบเปอร์เซ็นต์
กับปันผลเพียง 1-3% เหรอครับ
หากต้องการปันผลเพียงเท่านี้ ฝากประจำยังน่าสนใจกว่า เพราะเงินต้นไม่หายไป
แต่กับหุ้นเสี่ยงกว่ามาก ที่เงินต้นจะลดลง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างให้ดูไปแล้ว

แล้วทำไมคนเราถึงได้กระโดดเข้าไป ทั้งๆ ที่เสี่ยงขนาดนั้น

คำตอบก็คือ
เพราะหวังว่าจะได้กำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น
เช่น ซื้อมาที่ 6.00 ถ้าขายได้ที่ 6.10 ก็ได้กำไรแล้ว 1.67% 
(เพียงไม่กี่นาทีก็ได้แล้วเกือบ 2%)
ทำให้มีคนมากมายพร้อมจะกระโจนเข้าไป

แต่เขาคงลืมคิดไปว่า มีคนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเขาอีกมากมาย
เพียงแค่ ลดราคาขายไปที่ 5.50  เขาก็ยังได้กำไร
แต่คนที่ที่ซื้อมา 6.10 นั้น ต้องติดอยู่บนดอยแน่นอน หากไม่ยอม cut loss

นี่คือการลงทุนแบบ สวนกระแส เศรษฐกิจพอเพียง ในข้อที่ว่า (ความมีเหตุผล)
เพราะเหตุผลที่จะเก็งกำไร  กับส่วนต่างเพียงเท่านั้น ที่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก
ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีในการเลือกเข้าไปลงทุนกับหุ้นตัวนั้น ในจังหวะนั้น
เพียงเพราะเห็นว่า หุ้นกำลังวิ่ง

ก็หวังว่านักลงทุนระยะยาว คงจะมีแนวทางในการหาเหตุผลที่ดีในการเลือกลงทุนอยู่แล้วนะครับ

– งานประจำกับการลงทุน –

เมษายน 12, 2008

นับเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำงานประจำ
ในการที่จะทำธุรกิจ หรือ ลงทุน

ปัญหาก็คือ จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลกิจการที่สร้างขึ้นมา
เรื่องความรู้ประสบการณ์ในธุรกิจก็สำคัญ

จึงจะเห็นว่า
ส่วนใหญ่คนทำงานประจำ จึงไม่ค่อยได้ลงทุนหรือทำธุรกิจกันเท่าไรนัก
อาจจะมีบางคนที่สามารถเก็บเงินได้บ้าง
แต่เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มักจะมีปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เงินที่มีเพิ่มพูนขึ้น

ผมจึงอยากเสนอให้ลองสนใจการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
เหตุผลก็คือ
คุณไม่ต้องสร้างธุรกิจขึ้นมาเอง เพราะมีคนบริหารงานให้อยู่แล้ว
คุณเพียงแต่ “ลงทุน” และคอยติดตามการดำเนินงาน ก็เพียงพอแล้ว
คุณใช้เวลาในการดูแล เพียงวันละครั้งตอนเย็นหลังเลิกงาน วันละชั่วโมงสองชั่วโมง
สัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน

เมื่อคุณถือหุ้นบริษัทไหน ก็เท่ากับว่าคุณมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของแล้ว

เช่น คุณลงทุนกับ ปตท.
ก็เท่ากับว่า คุณได้เป็นเจ้าของ ปตท.
และเมื่อคุณยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมัน
เมื่อคุณเติมน้ำมันที่ปั๊ม ปตท.  ก็เท่ากับว่าคุณซื้อน้ำมันกับร้านของคุณเอง
กำไรที่ได้ ก็จะกลับมาปันผลให้คุณส่วนหนึ่ง

ที่ผ่านมาคุณเติมน้ำมัน  เงินก็ไปเข้ากระเป๋าคนอื่น
แต่เมื่อคุณเป็นหุ้นส่วนแล้ว เงินส่วนหนึ่งก็กลับมาที่กระเป๋าของคุณ

คุณก็ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำวัน คุณใช้จ่ายกับสินค้าอะไรบ้าง
และสินค้าตัวไหน เปิดโอกาสให้คุณได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ
คุณก็เลือกถือหุ้นกับบริษัทเหล่านั้น
นี่เป็นวิธีการเลือกลงทุนอย่างง่ายๆ
หลังจากนั้น คุณก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นลูกค้ากับบริษัทของตัวเอง

เช่น จากที่เคย เติมน้ำมันกับทุกๆ ปั๊ม
ก็เปลี่ยนมาเติม กับ ปตท.
ถ้าผู้ถือหุ้นทุกๆ คนทำแบบนี้
โอกาสที่ ปตท. จะเจ๊ง ก็น้อยลง เพราะอย่างน้อยก็มีลูกค้าประจำอยู่

เมื่อเป็นแบบนี้ ปตท. ก็ย่อมจะเติบโตขึ้น
ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น  ความเสี่ยงในการลงทุนของคุณก็จะน้อยลง

นอกจาก ปตท. แล้ว ก็ยังมีอีกหลายๆ บริษัท
ที่คุณได้ใช้บริการอยู่แล้ว  (แต่ยังไม่เคยร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ)
เช่น 7-eleven  คุณซื้อสินค้า  แต่คนอื่นได้กำไร
ต่อมาคุณก็มาถือหุ้น 7-eleven เสีย
ทุกครั้งที่คุณซื้อของ คุณก็ยิ้มว่า กำไรส่วนหนึ่ง ก็กลับมาที่กระเป๋าเรา

ลองดูนะครับ ยังมีอีกหลายบริษัท

นี่เป็นการลงทุนอย่างง่ายๆ

– เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ –

เมษายน 8, 2008

เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ราคาหุ้นทั้งตลาดจะตกต่ำลงพร้อมๆ กันทั้งหมด
ไม้เว้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยม
เราก็ต้องเตรียมตัว เพื่อให้มีเงินสำรองกลับคืนมาอยู่ในมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราต้องทยอยลดการลงทุนลงมา
แต่ถ้าเราได้เลือกลงทุนกับบริษัทที่ดี แม้เศรษกิจตกต่ำ ก็สามารถสร้างผลกำไรได้
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งหุ้นไปหมด
เราเพียงแค่ลดต้นทุนลงก็พอ

วิธีการลดต้นทุน
ทำได้โดยการ ขายหุ้นออกไปทันทีครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด
ส่วนที่เหลืออยู่ ก็วางแผนขายหุ้นในรูปแบบปิรามิดหงาย

เช่น
เดิมวางแผนซื้อหุ้น ลงมาแบบนี้
2.00 –> 1000
1.90 –> 2000
1.80 –> 3000
1.70 –> 4000
1.60 –> 5000
1.50 –> 6000

จะเห็นว่าได้ซื้อหุ้นมาแล้ว 21,000 หุ้น
ใช้เงินไปทั้งหมด 35,000 บาท

เมื่อเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจว่ากำลังจะตกต่ำ
คุณก็ขายออกไปทันที ครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ 10,500 หุ้น
(สมมุติว่าขายได้ที่ราคา 1.45)  คุณจะได้เงินส่วนนี้กลับมา 15,225 บาท

หุ้นที่เหลืออยู่ ให้ล็อคขายแบบปิรามิดหัวกลับ แบบนี้
(คือ ครึ่งหนึ่งของที่ทยอยซื้อ)

ราคา -> จำนวนล็อคขาย
2.10 -> 3000
2.00 –> 2500
1.90 –> 2000
1.80 –> 1500
1.70 –> 1000
1.60 –> 500

(ในกรณีที่แย่ที่สุด เมื่อขายไปครึ่งหนึ่งแล้วหุ้นกลับดีดตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
คุณจะขายหุ้นไปหมด ที่ราคา 2.10  จะได้เงินทั้งหมด คือ
35,525 บาท
คือ อย่างน้อยก็ยังมีกำไร  ไม่ทำให้ขาดทุน)

แต่ถ้าหุ้นยังลงต่อไปอีกคุณก็เพียงแค่ นำเงินที่ได้ขายหุ้นออกไปครึ่งหนึ่งแล้วนั้น
ทยอยซื้อคืน
โดยล็อคจำนวนซื้อคืน
แบบปิรามิดเหมือนเดิม  แต่เป็นครึ่งหนึ่งของที่เคยได้ซื้อมาในตอนแรกดังนี้

ราคา -> จำนวนซื้อคืน
1.40 -> 500
1.30 -> 1000
1.20 -> 1500
1.10 -> 2000
1.00 -> 2500
0.90 -> 3000

การทำแบบนี้ คือ วิธีการสร้างรายได้ จากหุ้นที่มีอยู่แล้ว
โดยที่ไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปอีก
หรือ สามารถมองได้ว่า เป็นวิธีการลดต้นทุนของหุ้นก็ได้เหมือนกันครับ

วิธีการนี้จึงเหมาะกับหุ้นที่ยังมีศักยภาพในการทำกำไร แม้ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
แต่ถ้า หุ้นที่มีทีท่าว่าจะไปไม่รอด
คงต้องย้อนกลับไปดูวิธีการเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น
ซึ่งได้เขียนไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้วนะครับ

หมายเหตุ :
คุณคงจะต้องเรียนรู้การใช้งาน excel เพื่อจะสามารถช่วยในการวางแผนล่วงหน้า
ว่า
ถ้าราคาซื้อเท่านี้ จำนวนซื้อเท่านี้
ราคาขายเท่านี้ จำนวนขายเท่านี้
ถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆ เราจะเหลือกำไรไหม
ถ้าหุ้นลงไปมากๆ เราขายไปแล้วซื้อกลับคืนมา เราได้ส่วนต่างของราคา เป็นเงินเท่าไหร่
(ซึ่งน่าจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักลงทุนทุกๆ ท่านนะครับ)

– ถ้าหุ้นลงหนัก –

เมษายน 4, 2008

เมื่อหุ้นลง และ ลง
1. ถ้าลงอย่างไม่มีเหตุผล  ก็แสดงว่า ถูกเจ้าทุบหุ้นเพื่อเก็บเอาของ  ก็ไม่ต้องตกใจครับ
    เพราะเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา
    ถึงแม้จะไม่ขึ้นมาเท่ากับราคาสูงสุดที่เคยซื้อ ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะมันยังอยู่ในแผน

2. ถ้าลงเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ
หุ้นในพอร์ตทุกตัว จะมีมูลค่าลดพร้อมกันหมด และลดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
แบบนี้ก็ให้เริ่มทยอยขายออกมา
(เดี๋ยวเรื่องการทยอยขายออกมา ผมจะเขียนในอีกหัวข้อหนึ่งต่างหาก)

3. แต่ถ้าลง เพราะธุรกิจกำลังจะไปไม่รอด (ดูจากข่าวสารที่ออกมาบ้าง ดูงบการเงินบ้าง ฯลฯ)
แบบนี้ต้องไม่ซื้อหุ้นเพิ่มแล้ว แต่จะต้องขายหุ้นออกให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนจะขายหุ้น จะต้องมองหาหุ้นตัวอื่นเอาไว้
คือ เราจะรู้ว่าหลังจากที่เราขายหุ้นออกไปแล้ว จะมีเงินสดจากหุ้นตัวนี้เท่าไหร่
(ซึ่งรวมทั้งเงินสำรองที่ยังไม่ได้นำมาใช้ด้วยนะครับ)

ในการที่จะเลือกหุ้นตัวใหม่นั้น สามารถเลือกหุ้นในช่วงราคาใกล้เคียงกันก็ได้
หรือจะเลือกหุ้นที่อยู่คนละระดับราคาก็ได้
แต่สำคัญอยู่ที่การกำหนดช่วงซื้อขาย และจำนวนที่จะซื้อขายใหม่

เช่น
เราซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ลงมาตามราคาแบบนี้
ราคา  —> จำนวน
2.00 –> 1000
1.90 –> 2000
1.80 –> 3000
1.70 –> 4000
1.60 –> 5000
1.50 –> 6000

(รวมส่วนที่ซื้อไปแล้ว เป็นเงิน 35,000 )
จำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ คือ 21,000 หุ้น
หากคุณขายไปทั้งหมด ที่ราคา 1.45 บาท
ก็จะได้เงินส่วนนี้คืน 30,450 บาท

ส่วนที่เป็นเงินสำรองที่ยังไม่ใช้ 119,000
ดังนี้
1.40 –> 7000
1.30 –> 8000
1.20 –> 9000
1.10 –> 10000
1.00 –> 11000
0.90 –> 12000
0.80 –> 13000
0.70 –> 14000
0.60 –> 15000
0.50 –> 16000
0.40 –> 17000
0.30 –> 18000
0.20 –> 19000
0.10 –> 20000
(ซึ่งนับเป็นจำนวน 14 ระดับราคา ที่ยังไม่ได้ซื้อ)

เมื่อคุณกำลังอยากจะย้ายไปหาหุ้นตัวใหม่  และได้เล็งราคาไว้ในช่วงประมาณ 3 บาท
เงินส่วนที่ได้จากการขายหุ้นเดิม 30450 บาท
ก็จะสามารถซื้อหุ้นได้ทั้งหมดประมาณ 10100 หุ้น

แต่เราต้องมีหุ้นอย่างน้อย 6 ช่วงราคาเหมือนกับหุ้นเดิมที่มีอยู่
เราต้องแจกแจงออกมาให้เหมือนกับหุ้นตัวเดิม

วิธีการคือใช้ excel ช่วยคำนวณ
เอาจำนวนหุ้นใหม่ คือ 10,100 หารด้วยหุ้นเก่า 21,000 = 0.481
เอาตัวเลขนี้ คูณกับ 1000 ถึง 6000
1000*0.481 = 481 
2000*0.481 = 962
3000*0.481 = 1443
4000*0.481 = 1924
5000*0.481 = 2405
6000*0.481 = 2886

ปัดเศษให้ลงตัวเพื่อให้ซื้อขายหุ้นได้แบบไม่เหลือเศษได้ดังนี้
400
900
1400
1900
2400
2800
รวม = 9800

จะเห็นว่าแต่ละช่วงจะมีห่างกัน 400 ถึง 500 หุ้น
แต่เนื่องจากช่วง 2400 กับ 2800 ต่างกัน 400 หุ้น
เราจึงปรับช่วงให้เท่ากันทั้งหมดทุกระดับราคา คือ 500 หุ้น
ทำให้ช่วงสุดท้ายเปลี่ยนจาก 2800 ให้เป็น 2900 แทน

ช่วงใหม่จึงได้ออกมาแบบนี้
400
900
1400
1900
2400
2900
รวมทั้งหมด 9900 หุ้น

จำนวนหุ้นตัวใหม่ที่เราจะซื้อคือ 9900 หุ้น  ที่ราคา 3 บาท
การทำแบบนี้เป็นการซื้อเผื่อที่ราคาสูงกว่า 3 บาทด้วย เป็นจำนวน 6 ช่วงราคา
และสำรองเงินสำหรับซื้อที่ราคาต่ำกว่า 3 บาท เป็นจำนวน 14 ช่วงราคา

ดังนั้น การวางแผนช่วงราคา อาจเป็นแบบนี้ครับ
4.00 –> 400
3.80 –> 900
3.60 –> 1400
3.40 –> 1900
3.20 –> 2400
3.00 –> 2900
2.80 –> 3400
2.60 –> 3900
2.40 –> 4400
2.20 –> 4900
2.00 –> 5400
1.80 –> 5900
1.60 –> 6400
1.40 –> 6900
1.20 –> 7400
1.00 –> 7900
0.80 –> 8400
0.60 –> 8900
0.40 –> 9400
0.20 –> 9900

เมื่อวางแผนได้แบบนี้แล้ว
ก็ไปเขียนลงในไฟล์ Excel  โดยการกำหนดช่วงห่างตามนี้
จำนวนการวางแผนซื้อขาย ก็จะเปลี่ยนไปอัตโนมัติ
(ทดลองดูกับไฟล์ที่คุณได้ download ไปแล้ว)
ที่ราคา 3.00 โปรแกรมก็จะบอกให้คุณซื้อหุ้นเข้ามา 9900 หุ้น โดยอัตโนมัติ

คุณก็สามารถเริ่มต้นกับหุ้นตัวใหม่ได้
โดยที่ยังมีรูปแบบการสร้างรายได้เทียบเท่ากับหุ้นตัวเดิมที่คุณทิ้งไปแล้ว
ถ้าหุ้นขึ้น คุณก็มีขายได้ทันทีครับ
ถ้าหุ้นลง คุณก็มีเงินสำรองจากหุ้นตัวเดิม มาซื้อหุ้นตัวใหม่ได้เพียงพอ

คงพอเห็นแนวทางแก้ไข
ในกรณีที่หุ้นที่เราถืออยู่ กำลังจะถูกถอนออกจากตลาดกันแล้วนะครับ

การทำแบบนี้นอกจากจะเหมาะสำหรับการแก้ไขกรณีบริษัทกำลังย่ำแย่เต็มที
ก็ยังสามารถช่วยในการย้ายจากหุ้นตัวที่ลงไปแล้วนิ่ง ไม่ขยับขึ้นลงนานๆ ได้ด้วยนะครับ

– การวัดความเติบโตของการลงทุน –

เมษายน 1, 2008

..

ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นแค่ไหน
มีหลากหลายวิธีในการวัดมูลค่า

โดยส่วนใหญ่ เรามักจะวัดมูลค่าของธุรกิจ
โดยการมาตีค่าตีราคาของสิ่งที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น
เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณซื้อที่ดินมา 1 ไร่  ไร่ละ 100,000 บาท
ณ ตอนนี้ที่ดินตรงนั้น มีคนมาเสนอราคาให้คุณไร่ละ 1,000,000 บาท
ซึ่งหากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณโตขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 1000 %

แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้น ไม่ค่อยน่าสนใจ อาจมีคนเสนอซื้อเพียงไร่ละ 50,000 บาท
หากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณกลับลดลงครึ่งหนึ่ง

ซึ่งระบบ FATS จะไม่วัดมูลค่าธุรกิจแบบนั้น
เพราะการวัดมูลค่าแบบนี้  เป็นแต่เพียงการ ประเมินราคา เท่านั้น
ยังไม่ใช่มูลค่าที่ขายได้จริง
เราจะไม่สนใจว่า ตอนนี้ราคาที่ (อาจ) จะขายได้  เป็นเท่าไหร่
(จนกว่าเราจะได้ขายออกไปแล้วจริงๆ)
เราจะสนใจว่า ตอนนี้เรามีที่ดิน เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ และมีเงินสดเท่าไหร่

ซึ่งหากมีที่ดินเพียง 1 ไร่  การวัดมูลค่าก็ไม่ยากนัก
เพียงแค่ดูว่าหลังจากที่คุณลงทุนซื้อในคราวแรก 100,000 บาท
เมื่อมีการซื้อๆ ขายๆ  ตอนนี้คุณมีที่ดินมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 ไร่

แต่อันที่จริง สำหรับหลายๆ ท่าน การจะประเมินความเติบโตของธุรกิจ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เช่น
คุณแบ่งขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 60,000 บาท  เหลือที่ดินครึ่งไร่
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ธุรกิจที่คุณลงทุนไปนั้น เติบโตขึ้นหรือลดลง

เป็นที่มาของวิธีการวัดมูลค่าสินทรัพย์ ของระบบ FATS

วิธีการคิดของระบบ FATS  เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า 
ดัชนีวัดความเจริญเติบโต  หรือ
Growth Index (GI)

ยกตัวอย่างเรื่องที่ดิน
ที่ดิน 1 ไร่  หากคุณขายที่ไปครึ่งไร่ ได้เงินมา 60,000 บาท
ยังเหลืออยู่อีก ครึ่งไร่

วิธีการคิดค่า GI คือ
นำเงินสดที่มีอยู่ รวมกับ ต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่
แล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุนตอนเริ่มต้น
แล้วนำมาคำนวณดูว่าเติบโตขึ้นหรือหดตัวลงกี่เปอร์เซ็นต์

ในที่นี้ เงินสดที่มีอยู่ = 60,000 บาท
ที่ดินเหลือ 0.5 ไร่  (ต้นทุนตอนซื้อมา ไร่ละ 100,000 บาท) 
แสดงว่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ = 50,000 บาท
รวมแล้ว = 110,000 บาท
จะเห็นว่า GI เติบโตขึ้น 10%

ทีนี้จะลองยกตัวอย่าง กรณีที่ ขายที่ดินได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนเดิม
เช่น
คุณขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 40,000 บาท
ต้นทุนของที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ ก็ยังเท่าเดิม คือ 50,000 บาท
ผลรวม = 90,000 บาท
ดังนั้นจะเห็นว่า กิจการของคุณหดตัวลงไป 10%

ซึ่งการวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยวิธีการแบบนี้
ไม่สนใจว่า ราคาที่ (อาจ) จะขายได้ในตอนนี้เป็นเท่าใด
เพราะมันยังไม่ได้ขายจริง
(ถ้าเป็นหุ้น ก็คือ ไม่สนใจมูลค่าพอร์ต หรือ ราคาหุ้น ณ ตอนนี้ ว่าเป็นเท่าไหร่นั่นเอง)

เช่น มีคนมาขอซื้อที่ดิน 1 ไร่นี้ ในราคา 1 ล้านบาท
แต่คุณยังไม่ขาย  และเงินสดในมือคุณคือ 0.00 บาท
หากคิดค่า GI  ก็จะพบว่า
ต้นทุนของส่วนที่เหลืออยู่ ก็คือ
ที่ดินที่เหลืออยู่ 1 ไร่นั้น  คูณกับ ต้นทุนที่ซื้อมา  (คือ 100,000 บาท)
นั่นหมายความว่า
ผลรวมของเงินสด กับ ต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ มีค่าเท่ากับ 100,000 บาท เท่าเดิม
ซึ่งก็คือ  ความเติบโต ก็เป็น 0%
(ทั้งๆ ที่น่าจะคิดว่า มูลค่าของสินทรัพย์ ควรจะเป็น 1 ล้านบาท หรือ 1000%)
แต่ถ้าคิดแบบ GI จะได้ค่าความเติบโต เป็น 0%

แต่ทันทีที่คุณตัดสินใจขายไปที่ไร่ละ 1 ล้านบาท และได้เงินสด 1 ล้านบาทกลับมา
หากนำมาคิดค่า GI
คุณก็จะมีเงินสด 1 ล้าน 
รวมกับ มูลค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ (ซึ่งเป็น 0 ไร่ คูณด้วย 100,000 = 0)
ผลรวม = 1,000,000 บาท
หรือหากคิดเป็นค่า GI  ก็จะพบว่า โตขึ้นเป็น 1000%

การวัดมูลค่าของหุ้นที่คุณลงทุนไป
จะมีความซับซ้อนกว่า ที่ดิน 1 ไร่ที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว
เพราะ
1. หุ้นมีหลายตัว
2. คุณอาจจะซื้อหุ้นที่หลายราคา  ในแต่ละครั้งก็ซื้อจำนวนไม่เท่ากัน
3. คุณอาจจะทำการซื้อขายบ่อยครั้ง ในราคาที่ไม่เท่ากัน และจำนวนต่างกันไป
4. คุณอาจจะดึงเงินส่วนหนึ่งกลับคืนมาใช้จ่าย

แต่การวัดมูลค่า ด้วย Growth Index (GI)  สามารถทำได้ไม่ยากนัก
คือ คุณจะต้องรู้ตัวเลข สามสี่ตัวต่อไปนี้
1. ต้นทุนทั้งหมดที่คุณเติมเข้ามา   (Total Capital ; TC)  
    ก็คือ  เงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณทยอยนำเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนั่นแหละครับ
    คุณจะต้องจดไว้ทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเข้ามาลงทุน 
    รวมทั้งรายจ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น (ถ้าทำได้) เช่น 
    ค่าธรรมเนียมที่โอนเงินจากธนาคาร เข้าบัญชีโบรกเกอร์ ,
    ค่าจ้างพนักงาน , ค่าไฟ , ค่าเน็ต ฯลฯ
    (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตอนเทรดหุ้นนะครับ
    เพราะส่วนนั้นจะแสดงผลเป็นเงินสดในบัญชีซื้อขายอยู่แล้ว)
    คุณควักกระเป๋าออกมาทั้งหมดเท่าไหร่   คิดว่าส่วนนี้คุณน่าจะรู้ได้ไม่ยาก

2. เงินที่คุณถอนกลับคืนออกไปใช้แล้ว (Withdrawn ; W)
    ไม่ว่าคุณจะถอนออกไปแล้วกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไหร่  คุณต้องบันทึกไว้ทั้งหมด
    ตัวเลขตรงนี้คุณก็น่าจะรู้ได้ไม่ยาก

3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด
    อันนี้ไม่ยาก  ดูจาก Buying Limit ในบัญชีของโบรกเกอร์ได้เลย (หากเป็นบัญชีเงินสด)
    หรือในบัญชีที่คุณทำขึ้นมาเอง

4. ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ (Capital of Stock Remain ; CSR)
    ตรงนี้จะซับซ้อนหน่อย เพราะหุ้นมีหลายตัว และ ซื้อขายบ่อย หลายราคา
    วิธีการคือ  แยกคิดเป็นหุ้นแต่ละตัว   แต่ละตัว ต้องหาต้นทุนเฉลี่ยของมันออกมา
    แล้วเอาต้นทุนเฉลี่ยล่าสุด คูณด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ 
    จะเป็นต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ของหุ้นตัวนั้นๆ
    แล้วเอาต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ของหุ้นทุกตัวรวมกัน 
    ก็จะเป็น CSR รวมของทั้งพอร์ต


    การหาต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกต้อง 
    เริ่มจาก  ครั้งแรกที่คุณเข้าซื้อหุ้นมา  คุณต้องบันทึกราคาซื้อนั้นไว้
    ตราบใดที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม  ราคาเฉลี่ยก็คือ ราคาครั้งแรกที่คุณซื้อมา
    เช่น  คุณซื้อหุ้นมา 100,000 หุ้น  ราคา หุ้นละ 1 บาท 
    รวมค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.15%  กับ vat อีก 7% ของค่าธรรมเนียม
    รวมแล้วคุณต้องจ่ายเงินซื้อมา 100,160.50 บาท
    นั่นก็คือ ต้นทุนเฉลี่ย = 1.0016050 บาท

    เมื่อคุณซื้อขาย ซื้อขาย ซื้อขาย   ซื้อๆ  ขายๆ  ซื้อๆ  ขายๆ
    แล้วจำนวนหุ้นน้อยลงกว่า 100,000 หุ้น (ที่ซื้อมาตอนแรก) 
    ก็สามารถ  นำจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่  คูณกับราคาต้นทุนเฉลี่ยได้เลย
    ซึ่งจะได้ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ได้ทันที

    แต่ถ้ามีอยู่ครั้งใดครั้งหนึ่ง คุณซื้อหุ้นตัวนี้แล้วจำนวนเพิ่มมากกว่าจำนวนสูงสุดที่เคยมี
    ก็ให้เอาจำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้น คูณกับราคาซื้อล่าสุด
    จะเป็นเงินจำนวนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
    เอาจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ รวมกับต้นทุนซื้อเดิม จะเป็นต้นทุนล่าสุด  แล้วคิดค่าเฉลี่ยล่าสุดไว้

    เช่น 
    (ตัวอย่างนี้จะไม่คิดค่าคอมฯ นะครับ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ)
    คุณซื้อ 100000 หุ้น  ที่ราคา 1 บาท 
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาท
    คุณขายไป 20000 หุ้น  เหลือ 80000 ;   
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณขายไป 30000 หุ้น  เหลือ 50000 ;   
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณซื้อมา  60000 หุ้น ที่ราคา 0.95  หุ้นเพิ่มเป็น 110000 ; 
          จำนวนสูงสุด = 110000 ;  
          ส่วนที่ซื้อเพิ่ม = 10000  ;  เงินที่ซื้อเพิ่ม = 9500 บาท ;  
          เงินลงทุนรวม = 100000+9500=109500 บาท ; 
          ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 109500/110000 = 0.995455
   

    หลังจากนั้น  ถ้าคุณขายหุ้นออกไป เหลือหุ้นเท่าไหร่ 
    ก็คำนวณหาต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่
    โดยเอามาคูณกับราคาเฉลี่ยล่าสุดได้เลยทันที  
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ ของหุ้นตัวนี้

    หากมีหุ้นหลายตัวก็ทำแบบเดียวกัน 
    แล้วเอา ต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ของทุกตัวรวมกัน
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดในพอร์ต  (คือ CSR)

    บางครั้งการทำตามวิธีนี้ก็อาจจะดูยุ่งยากไปหน่อย
    วิธีง่ายๆ ก็คือ ให้คุณหาราคาต้นทุนเฉลี่ยออกมาให้ได้ 
    (แม้จะไม่ถูกต้องตามวิธีการของระบบนี้ ก็พอจะใช้ได้ครับ error นิดหน่อย)
    แล้วเอามาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ ก็จะเป็น CSR แบบหยาบๆ
    แต่ถ้าใช้ตามบัญชีของโบรกเกอร์  อาจจะผิดพลาดไปได้ค่อนข้างมากเหมือนกันครับ

========================================

ตอนนี้เรามีตัวเลข 4 ตัวอยู่ในมือแล้ว  ได้แก่
1. เงินทุนทั้งหมด ที่ลงทุนไป (Total Capital ; TC)
2. เงินที่ถอนกลับไปแล้ว (Withdrawn ; W)
3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด (Cash ; C)
4. ต้นทุนของหุ้น ส่วนที่เหลืออยู่
(Capital of Stock Remain ; CSR)

มาดูขั้นตอนการหาค่า GI กัน
1. ศักยภาพของเงินทุน (Capital Power ; CP) = C + CSR + W
2. ดัชนีวัดความเติบโตของการลงทุน (Growth Index ; GI)=(CP-TC)*100/TC

ถ้าคุณลงทุนไปแล้ว ค่า GI เป็นบวก  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังเติบโตขึ้น
แต่ตรงกันข้าม ถ้า ค่า GI เป็นลบ  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังหดตัวลง

และถ้าหากทำตามวิธีการของระบบ FATS แล้ว  ค่า GI ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ ค่า GI เพิ่มขึ้นเป็น 100%  นั่นแสดงว่า
ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นสองเท่าแล้วครับ
หวังว่าการมีตัวชี้วัดแบบนี้
จะทำให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย
และการที่รู้ว่า ตอนนี้เรามายืนอยู่ตรงจุดไหนแล้ว
ทำให้มีกำลังใจในการลงทุนในระยะยาว ได้อย่างมั่นคงนะครับ
..
หากมีข้อสงสัยก็สามารถฝากคำถามผ่านทางลิงค์ Comment (ด้านล่าง) ได้นะครับ
..

ศึกษาการลงทุนแบบ FATS-Revolution ได้ตามลิงค์นี้ครับ

..

มาลงทุนในหุ้น กันนะครับ

มีนาคม 29, 2008

..

FATS-Revolution
(Fusion Advance Trading System)

ลิงค์สำหรับไฟล์ประกอบนะครับ
http://www.keepandshare.com/doc/view.php?id=500087&da=y

ลงทุน เพื่ออะไร
บางทีคุณอาจคิดว่า การลงทุนก็เพื่อหวังผลกำไร
แต่สำหรับผม ผมคิดว่า การลงทุนนั้น
ก็เพื่อที่จะสร้างระบบที่จะดึงดูดรายได้เข้ามา
และแน่นอนว่า หากมันยังดึงดูดเงินเข้ามาเรื่อยๆ
เวลาผ่านไป รายได้ที่เข้ามานั้น ก็จะเท่ากับเงินที่ได้ลงทุนไปในคราวแรก
และหลังจากนั้น สิ่งที่ได้เข้ามาก็คือของฟรี

จะเรียกว่ากำไรก็ได้ครับ แต่ผมจะเรียกมันว่า “ของฟรี”
เราลงทุน เพื่อที่จะได้ของฟรี  (นี่เป็นนิยามของการลงทุนแบบผม)

เราจะได้ของฟรี ได้อย่างไร

ขั้นแรก เราลงทุนด้วยเงินก้อนหนึ่ง ลงทุนกับอะไรก็แล้วแต่
ซึ่งสิ่งที่ลงทุนนั้น จะสามารถทำให้เงิน ไหลมาทีละเล็กทีละน้อย
สมมุติว่า คุณลงทุนด้วยเงิน 5 ล้านบาท กับแฟรนไชส์อย่าง 7-eleven
เงินที่คุณลงทุนไป มันได้หายไปต่อหน้าต่อตาคุณแล้ว
และคุณอาจจะไม่มีทางได้คืน 5 ล้านบาท เมื่อคุณเปลี่ยนใจไม่อยากมีร้านนั้นแล้ว

คุณอาจจะขายร้านนี้ต่อให้ใครสักคน หากคุณต้องการเงินคืนอย่างเร่งด่วน
โอกาสที่คุณจะขายได้มากกว่า 5 ล้านนั้น ค่อนข้างยาก
เพราะเงินจำนวนมากอย่างนั้นไม่ได้มีอยู่กับทุกคน
แต่จะง่ายกว่า หากคุณจะขายขาดทุนไปในราคาที่ต่ำกว่า 5 ล้าน
เช่น คุณขายได้เพียง 4 ล้านบาท  คุณก็จะขาดทุนไปทันที 1 ล้านบาท

เมื่อลงทุนเปิดร้านไปแล้ว ก็อาศัยการซื้อสินค้าเข้ามาในร้าน แล้วก็ขายให้ลูกค้า
ส่วนต่างของราคาสินค้า คือ กำไร
และกำไรสุทธิที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนนั้น คือ รายได้

ร้านค้าอย่าง 7-eleven เหลือรายได้วันละเท่าไหร่
อาจจะวันละ 1,000 หรือระดับ หลายหมื่นต่อวัน
สมมุติว่า ร้านนี้มีรายได้วันละ 1,000 บาท
แสดงว่า 1 ปี จะมีเงินรายได้ 365,000 บาท
ใช้เวลากี่ปีจึงจะได้เงิน 5 ล้านคืน  ก็ลองคำนวณดูครับ

แต่ถ้าร้านนี้มีรายได้วันละ 10,000 บาท
1 ปี  ก็จะมีรายได้ 3,650,000 บาท
ก็คงใช้เวลาไม่ถึงสองปีที่จะได้เงิน 5 ล้านคืน
ส่วนที่เกิน 5 ล้านไปแล้ว  ที่เหลือนั้นก็คือ ของฟรีครับ

ในตลาดหุ้น ก็มีของฟรี  ไม่ต่างจากร้านค้าอย่าง 7-eleven

หากเราลงทุนในตลาดหุ้น ตัวหุ้นเป็นสินค้าที่ใช้ซื้อขายได้
- หุ้นสามารถสร้างรายได้ หากคุณขายหุ้นได้ราคาสูงกว่าที่คุณซื้อมา
- ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นรายจ่าย หากคุณขายหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา

คุณควรเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้หุ้นสร้างรายได้ แทนที่จะให้มันกลายเป็นรายจ่าย
เพราะเมื่อคุณสร้างรายได้เข้ามาเรื่อยๆ  รายได้รวมก็จะมาถึงจุดที่คุณได้ลงทุนไป
ส่วนที่เหลือหลังจากนั้น ก็จะกลายเป็น “ของฟรี”

แต่ถ้าคุณปล่อยให้มันสร้างแต่รายจ่าย คุณอาจจะสูญเงินที่คุณลงทุนไปทั้งหมดก็เป็นไปได้
แทนที่จะได้ของฟรี คุณกลับทิ้งเงินที่มีอยู่ออกไปอย่างน่าเสียดาย

คนจำนวนมากสูญเงินไปกับตลาดหุ้น  เพราะเขาไม่สามารถสร้างรายได้เข้ามา
และปล่อยให้มันสร้างแต่รายจ่าย
(หรือบางที การมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ มันก็ได้ผลลัพธ์รวมเท่ากับการมีรายจ่ายนั่นเอง)
ที่เขาขาดทุนในการเล่นหุ้น ก็เพราะ รายจ่ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ทำไมหลายคนจึงขาดทุน

หากเปรียบกับร้านค้าอย่าง 7-eleven
คุณคงจะไม่รีบร้อนขายร้านค้านั้นทิ้งไป
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ไม่ว่าจะมีคนมาบอกกับคุณว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า
ถ้าไม่อยากขาดทุนมาก คุณจะขายให้ฉันไหม ฉันให้ราคา 4 ล้านบาท

คุณอาจจะเริ่มหวั่นไหว หากมีคนที่สองมาบอกกับคุณว่า ทำเลแถวนี้มีขโมยเยอะ
ถ้าไม่อยากขาดทุนมาก คุณจะขายให้ฉันไหม ฉันให้ราคา 3 ล้านบาท

คุณอาจจะเริ่มหวั่นไหวขึ้นไปอีก
หากมีคนที่สาม มาบอกกับคุณว่า
โอ้ย แถวนี้ลูกค้าไม่ค่อยมีเงินซื้อหรอก ขายให้ผมล้านนึง ผมยังไม่ซื้อเลย

เห็นไหมครับ ว่า คนที่ขาดทุนในหุ้นนั้นเพราะอะไร
เพราะเขาเพิ่งจะลงทุนไปหยกๆ แล้วมีคนมาบอกเค้าว่า
ราคาหุ้นตัวนี้ไม่น่าสนใจ  ราคาน่าจะต่ำกว่าที่คุณซื้อมา
เมื่อคุณยอมขายไป มันก็คือ การขาดทุน
และการขาดทุน ก็คือ รายจ่ายใช่ไหมครับ

และถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ  รายจ่ายนั้นก็ทำให้คุณหมดตัวได้ครับ

มูลค่าพอร์ต คือ คำพูดของคนสองสามคนนั้น

อาจจะจริงอย่างที่คนสองสามคนพูด  คือ
สถานการณ์บางอย่าง ทำให้ราคาหุ้นตกลงไปมากกว่าที่คุณซื้อมา
เพราะเมื่อคุณดูราคาหุ้นตอนนี้ ราคามันต่ำลงไป
ก็จะเห็นตัวเลขสีแดงๆ
ที่เปรียบเหมือนกับการที่มีหลายๆ คนมาพูดกรอกหูคุณว่า ขายเถอะ ขายเถอะ
เห็นไหมตอนนี้คุณขาดทุนไปแล้วเท่าไหร่

และมูลค่าพอร์ตที่ติดลบนี่เอง กระตุ้นให้คุณ ขายขาดทุน
และกลายเป็นรายจ่ายในที่สุด

ถ้าคุณจะเป็นนักลงทุน คุณอาจจะมองดูมูลค่าของมันบ้าง
เพื่อที่จะรู้ว่า สถานการณ์ตอนนี้ ร้านค้าของคุณกำลังจะเข้าสู่วิกฤติหรือไม่
หากยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่า มูลค่าพอร์ต ติดลบอยู่เท่าไหร่

..

เอาล่ะครับ
เรามาดูเทคนิคในการสร้างรายได้จากตลาดหุ้นกัน

ธรรมชาติของหุ้น มีขึ้น และ ลง
ในเมื่อมัน ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
เราก็เอาธรรมชาติของการขึ้นลงนั่นแหละเป็นการสร้างรายได้

คุณซื้อหุ้นราคาหนึ่ง แล้วไปขายที่ราคาสูงกว่าที่ซื้อมา
มันก็ได้กำไร หรือ รายได้นั่นเอง
เมื่อหุ้นราคาตกลงไปอีก คุณก็มีเงินสำรองซื้อที่ราคานั้น
แล้วรอขายที่ราคาสูงกว่า  ขายได้เมื่อไร มันก็คือ มีรายได้เข้ามาอีก
เมื่อราคาหุ้นตกลงไปอีก คุณก็มีเงินสำรองซื้อเข้ามาได้อีก
แล้วรอขายที่ราคาสูงกว่า

ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเลยใช่ไหมครับ
ที่มันยากสำหรับคนใหม่ หรือ คนที่ไม่รู้เทคนิค ก็เพราะไปดูมูลค่าพอร์ตนั่นเอง

แต่เทคนิคของระบบ FATS-Revolution นั้น มีรายละเอียดอยู่บ้างครับ

FATS-Revolution (เทคนิคการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว)
หลักการนี้เราไม่ได้ต้องการการเติบโตแบบรวยเร็ว รวยลัด
แต่เราจะอยู่บนพื้นฐานของการค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

สมมุติว่าคุณมีเงินทุนอยู่ 20,000 บาท
และสนใจหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีราคาประมาณ 2 บาท
คุณจะวางแผนอย่างไร จึงจะสามารถรองรับกรณีที่หุ้นราคาลดลงมากๆ

หลักการของระบบนี้ หัวใจอยู่ที่ “เงินสำรอง”
ที่เพียงพอจะซื้อหุ้นได้ในทุกช่วงราคา  (ไม่ใช่ทุกราคานะครับ)
เดี๋ยวค่อยดูตัวอย่างก็แล้วกันครับ

ลองดูตัวอย่างนี้ครับ
ราคา *  จำนวนหุ้นที่ซื้อ = เป็นเงินสำรองซื้อ
2.00 * 100 = 200
1.90 * 200 = 380
1.80 * 300 = 540
1.70 * 400 = 680
1.60 * 500 = 800
1.50 * 600 = 900
1.40 * 700 = 980
1.30 * 800 = 1040
1.20 * 900 = 1080
1.10 * 1000 = 1100
1.00 * 1100 = 1100
0.90 * 1200 = 1080
0.80 * 1300 = 1040
0.70 * 1400 = 980
0.60 * 1500 = 900
0.50 * 1600 = 800
0.40 * 1700 = 680
0.30 * 1800 = 540
0.20 * 1900 = 380
0.10 * 2000 = 200
รวมเงินสำรองทั้งหมด = 15,400 บาท

ทีนี้ไม่ว่าหุ้นมันจะร่วงไปจนติดพื้น เราก็มีเงินพอซื้อได้เสมอ
สังเกตว่า การซื้อหุ้นจะซื้อในรูปแบบปิรามิด คือ ราคาถูกก็จะซื้อในจำนวนที่มากขึ้น

เพราะเราได้ล็อคจำนวนซื้อแต่ละราคาแล้ว
เราจึงรู้ได้ทันทีว่า ในแต่ละราคา เราต้องมีหุ้นอยู่ในมือรวม (สะสม) เท่าไหร่

ที่ราคา —— จำนวนหุ้นสะสม
2.00 ———-> 100
1.90 ———-> 300
1.80 ———-> 600
1.70 ———-> 1000
1.60 ———-> 1500
1.50 ———-> 2100
1.40 ———-> 2800
1.30 ———-> 3600
1.20 ———-> 4500
1.10 ———-> 5500
1.00 ———-> 6600
0.90 ———-> 7800
0.80 ———-> 9100
0.70 ———-> 10500
0.60 ———-> 12000
0.50 ———-> 13600
0.40 ———-> 15300
0.30 ———-> 17100
0.20 ———-> 19000
0.10 ———-> 21000

การขายทำกำไร  จะขายเหนือกว่าจุดซื้อ 1 ช่วงตัว
เช่น
ซื้อที่ราคา——-> ราคาเป้าหมายขายทำกำไร
2.00 ———-> 2.10
1.90 ———-> 2.00
1.80 ———-> 1.90
1.70 ———-> 1.80
1.60 ———-> 1.70
1.50 ———-> 1.60
1.40 ———-> 1.50
1.30 ———-> 1.40
1.20 ———-> 1.30
1.10 ———-> 1.20
1.00 ———-> 1.10
0.90 ———-> 1.00
0.80 ———-> 0.90
0.70 ———-> 0.80
0.60 ———-> 0.70
0.50 ———-> 0.60
0.40 ———-> 0.50
0.30 ———-> 0.40
0.20 ———-> 0.30
0.10 ———-> 0.20

ทำอย่างไร ถ้าหากหุ้นมีราคาสูงขึ้น จนกระทั่งเราขายไปจนหมด
เราก็ต้องปรับแผนใหม่  ด้วยการปรับช่วงราคาซื้อขายใหม่ตามเงินทุนที่มีอยู่
เช่น หุ้นขึ้นไปที่ 2.50  เราก็ต้องเปลี่ยนช่วงใหม่  อาจจะเป็นแบบนี้ครับ
2.50 * 100 = 250
2.36 * 200 = 472
2.22 * 300 = 666
2.08 * 400 = 832
1.94 * 500 = 970
1.80 * 600 = 1080
1.66 * 700 = 1162
1.52 * 800 = 1216
1.38 * 900 = 1242
1.24 * 1000 = 1240
1.10 * 1100 = 1210
0.96 * 1200 = 1152
0.82 * 1300 = 1066
0.68 * 1400 = 952
0.54 * 1500 = 810
0.40 * 1600 = 640
0.26 * 1700 = 442
0.12 * 1800 = 216
เงินทุนสำรอง = 15,618 บาท

เราจะใช้ excel เป็นตัวช่วยคำนวณ
เมื่อเรากรอกจำนวนหุ้นที่มีอยู่
โปรแกรมก็จะบอกว่า ที่ราคาเป้าหมายใดๆ
หากมีหุ้นมากกว่าเป้าหมายหุ้นสะสม (ที่เราล็อคไว้แล้ว)
ก็จะให้ขายออกไปจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เหลือเท่ากับที่ต้องการ

หากมีหุ้นน้อยกว่าเป้าหมายหุ้นสะสม
ก็จะให้ซื้อเข้ามาจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้จำนวนเท่ากับที่ต้องการ

เช่น
ตอนนี้เราซื้อๆ ขายๆ จนมีหุ้นอยู่ในมือ 4,500 หุ้น
แต่ราคาหุ้น ไปอยู่ที่ระดับราคา 1.40
ซึ่งเป้าหมายหุ้นสะสม = 2,800 หุ้น
จึงต้องขายออกไป = 4,500 -  2,800 = 2,100 หุ้น

ให้ดูรายละเอียดในไฟล์ excel นะครับ
http://www.keepandshare.com/doc/view.php?id=500087&da=y

แค่ทำตามนั้นครับ
หน้าที่เราสำคัญอยู่ที่การวางแผนช่วงซื้อขาย
ว่าจะกำหนดราคาและจำนวนอย่างไร
ที่เหลือก็ทำตามที่โปรแกรมบอกให้ซื้อหรือขาย เป็นจำนวนเท่าไหร่
ไม่ถึงราคาซื้อก็ยังไม่ซื้อ ไม่ถึงราคาขายก็ยังไม่ขาย เราแค่ทำตาม

คุณอาจจะคิดว่า เงินสำรองมีมากเกินไป
ทำให้ประสิทธิภาพของการทำรายได้อาจจะน้อยเกินไป
แต่หลักการนี้ ช่วยให้คุณลดความเสี่ยงลงได้มาก เพราะเงินสดยังอยู่ในมือคุณ
และแน่นอนว่า คุณยังได้ดอกเบี้ย (จากโบรกเกอร์หรือธนาคาร)
ส่วนหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย
คุณก็จะได้รับส่วนเงินปันผล (หากว่าคุณเลือกหุ้นที่น่าจะได้ปันผลรายปี)

หลักการนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเงินฝาก
จากที่อาจจะได้เพียงสองสามเปอร์เซ็นต์ต่อปี
ก็สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นได้
ที่สำคัญ หลักการนี้สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ตลอดไป
จนกว่าตลาดหุ้นจะสูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจ

…………….

ควรศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก่อนนำไปใช้ครับ
และผมไม่รับประกันว่า ทำตามระบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ทุกคน
เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอครับ

…………….

อ่านเรื่อง “การวัดความเติบโตของการลงทุน” ด้วยระบบ FATS-Revolution ที่นี่ครับ
http://fatsrevolution.wordpress.com/2008/04/01/gi/

..